Home Opinion Charging Station Avenue ธุรกิจเตรียมเกิดใหม่ ที่น่าจับตามอง!

Charging Station Avenue ธุรกิจเตรียมเกิดใหม่ ที่น่าจับตามอง!

ตลาดรถไฟฟ้า หรือยานยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเติบโต พร้อมกับคำถามที่ว่า ไก่ กับ ไข่ อะไรจะเกิดก่อนกัน? สำหรับรถไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ ระหว่างรถไฟฟ้า กับสถานีชาร์จ…ควรจะลงทุนไปที่ตรงไหนก่อน เอาเป็นว่าถ้ามองสถานการณ์ในวันนี้ แล้วมองไปยังอนาคตที่ไม่ต้องไกลมาก เอาแค่ในช่วง 1-3 ปีจากนี้ เราจะได้เห็นรถไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในบ้านเรามากขึ้นอย่างแน่นอน แล้วรถพวกนี้จำเป็นต้องชาร์จกระแสไฟฟ้า ลองคิดกันดูว่า.. Charging Station Avenue อย่างที่ขึ้นหัวเอาไว้ มันจะสร้างธุรกิจหลักของการชาร์จกระแสไฟฟ้าไปยังรถไฟฟ้า และสร้างธุรกิจเสริมในพื้นที่เดียวกันได้ขนาดไหน แค่คิดก็สนุกแล้วล่ะ

เรื่องของเรื่องที่ทำให้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เกิดขึ้นจากกิจกรรมเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือน ที่ผ่านมา ท่ามกลางการทำงานกันแบบ WFH แต่ตัวเองกลับต้องออกนอกบ้านแทบทุกวันซะอย่างนั้น งานแรกเป็นการไปทดลองขับ MINI Cooper SE ซึ่งเป็น EV 100% ขับจากกรุงเทพฯ ไปเขาใหญ่ แล้วแวะชาร์จไฟฟ้าตามจุดต่างๆ ตามมาด้วยการเปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้า โดย  CP Foton ที่งานนี้ได้ไอเดียการทำธุรกิจจากผู้บริหารระดับสูงจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ แบบว่าจุดประกายวิบวับกันเลย

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการเปิดตัวรถไฟฟ้าน่ารักๆ ORA Good Cat จากค่าย GWM หรือ เกรท วอลล์ มอเตอร์ แบรนด์ดังจากปักกิ่ง รวมทั้งเช็คดูกระแสความนิยมของรถไฟฟ้าที่เตรียมนำเข้ามาจำหน่ายในไทย ไปพร้อมๆ กับการขยายสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดทาง MG ค่ายรถเชื้อชาติอังกฤษ สัญชาติจีน ผู้ที่เปิดตลาดรถไฟฟ้าในไทยเป็นรายแรก ได้จับมือกับ บางจาก เปิดจุดชาร์จรถไฟฟ้า MG Super Charge ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาศรีนครินทร์ เป็นจุดล่าสุด เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว หรือ DC Charge ที่ตอนนี้เปิดให้บริการรวมแล้วกว่า 120 แห่ง ทั่วประเทศ จะเดินทางไกลสบายใจได้ เพราะในระยะ 100 กิโลเมตร จะพบสถานีชาร์จรถไฟฟ้าอย่างแน่นอน

ไม่เพียงเท่านั้น (หลายเรื่องเกิดขึ้นในเวลาใกล้ๆ กัน ผูกเรื่องกันสนุกเลย) มีนวัตกรรมใหม่โดยฝีมือคนไทยที่พร้อมสร้างธุรกิจใหม่ในชื่อว่า PUPAPLUG เต้ารับ สำหรับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาธุรกิจของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ที่ได้ปั้นคนรุ่นใหม่สร้างโปรเจคนี้ขึ้นมา ให้เป็นรูปเป็นร่าง พร้อมตอบรับการเพิ่มจำนวนของรถไฟฟ้าที่มากขึ้น ซึ่งมีราคาต่อชุดอยู่ที่ 6,500 บาท เท่านั้น เทียบกับชุดชาร์จที่ติดตั้งในบ้านปกติ จะมีราคา 4-8 หมื่นบาท ราคานี้น่าสนใจมาก หากจะนำมาทำธุรกิจสถานีชาร์จ เพราะเท่ากับว่าสามารถซื้อมาติดตั้งได้ถึง 10 จุด ในราคาที่เท่ากัน หรืออาจจะถูกกว่าอีกด้วย โดย PEA มีแผนว่าจะนำ PUPAPLUG ไปให้บริการตามร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว ที่ต้องใช้เวลาจอดรถนานๆ รวมถึงจุดพักรถต่างๆ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตนั่นเอง

ย้อนกลับมาที่ Charging Station Avenue ซึ่งในทางธุรกิจแล้ว อาจจะมีชื่ออื่นๆ ตั้งขึ้นมากมาย แต่ชื่อนี้ขอตั้งเอาไว้ให้มองภาพออกกันก่อน มีจุดที่ขมวดทุกเรื่องกลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้จากที่เล่ามาข้างต้น มาตกผลึกกันที่ MG จับมือกับ บางจาก นี่ล่ะ เพราะในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่เป็นดีไซน์ใหม่ จะมีพื้นที่สำหรับเติมน้ำมัน มีพื้นที่จอดรถรอบข้าง แต่ที่สาขาถนนศรีนครินทร์ มีพื้นที่ด้านหลังที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต มีร้านอาหาร ร้านขายของ สถานที่ออกกำลังกาย พื้นที่จอดรถ Food Truck ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไว้บริการแบบครบวงจรกันเลย

นั่นทำให้การเข้าไปเติมน้ำมันที่บางจากกลายเป็นพื้นที่สำหรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหากลองนำรถไฟฟ้าไปชาร์จที่ MG Super Charge ซึ่งเป็น DC Charge จ่ายกระแสไฟได้มากถึง 120 Kwh จะใช้เวลาในการชาร์จเต็มไม่ถึง 1 ชั่วโมง และเวลาที่ใช้ในการรอนั้น เราสามารถไปเดินเล่น ดื่มกาแฟ ช้อปปิ้งซื้อของ เสร็จแล้วกลับมาที่รถโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งรอเฉยๆ หรือนั่งรอแต่ในร้านกาแฟเท่านั้น ซึ่งหากรีบหน่อย ใช้เวลาชาร์จเพียง 20 นาที ก็จะมีกำลังไฟมากพอที่จะขับไปได้มากกว่า 100 กิโลเมตร อีกด้วย ซึ่งนี่เป็นข้อดีของ DC Charge และเหมาะกับการติดตั้งเอาไว้ในจุดพักรถระหว่างจังหวัด

จริงอยู่ที่การชาร์จกระแสไฟเข้าสู่รถไฟฟ้า วิธีใช้งานหลักคือ การชาร์จจากที่บ้าน แต่ด้วยสไตล์การใช้งานแบบคนไทย การซื้อรถสักคันหนึ่งต้องใช้ได้คุ้ม เดินทางได้ไกล การที่รถไฟฟ้ามีระยะทำการได้จำกัด จึงเป็นจุดเสีย ที่ทำให้หลายคนต้องรอจนกว่าระยะทำการของแบตเตอรี่จะเพิ่มมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่อยากจะอธิบายแบบนี้ว่า รถไฟฟ้าที่ระยะทำการน้อยไม่เกิน 300 กิโลเมตร สามารถใช้งานออกต่างจังหวัดระยะทางไกลได้ เพียงแต่ต้องวางแผนการเดินทางเอาไว้ให้ดีเท่านั้นเอง และจำเป็นต้องใช้เวลาในการเดินทางที่มากขึ้น ทีนี้ลองนึกภาพตาม สมมุติว่าขับ MG EP ที่มีระยะการขับได้ 380 กิโลเมตร ตัดตัวเลขกลมๆ เลยเอาแค่ 300 กิโลเมตรก็พอ ต้องการขับจากกรุงเทพฯ ไปพักผ่อนที่หัวหิน ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร แน่นอนว่าขับไปถึง แต่ในการใช้งานจริงอาจจะถึงแบบฉิวเฉียด

 ตอนนี้ MG มีสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่เป็นการร่วมมือกับ PEA Volta ซึ่งมีระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร จุดชาร์จแบบเป็น DC ประเมินจากที่เคยขับไปแล้วจะเหลือระยะทางขับได้อีก 120 กิโลเมตร ใช้แบตเตอรี่ไปเกิน 60% นั่นทำให้การชาร์จแบตให้เต็มจะใช้เวลาไม่เกิน 40 นาที ระหว่างเวลานั้นก็ไปพักดื่มกาแฟ ทานข้าว ไม่นานแบตเตอรี่ก็เต็ม สามารถขับต่อกลับกรุงเทพฯ ได้สบาย หรือโรงแรมในหัวหินมีจุดชาร์จ ก็สามารถชาร์จเพิ่มได้อีก นั่นทำให้เวลาใช้งานจริงๆ มันไม่ได้ยากลำบากอะไร..แต่ถ้าพูดในแง่ของการลงทุน ที่เอ็มจี บางจาก และ PEA ลงทุนไป บอกเลยว่าขาดทุน ไม่ได้กำไรหรอก ที่ทำไปเพราะต้องการกระตุ้นให้ตลาดรถไฟฟ้าเติบโต การลงทุนในจุดนี้ถือว่าเป็น CSR อย่างหนึ่ง ส่วนในมุมของผู้ใช้รถไฟฟ้าจะได้ทั้งความสะดวกสบาย และราคาค่าพลังงานที่ถูกกว่าการเติมน้ำมันอย่างชัดเจน

อีกทั้งถ้าคิดให้ต่างออกไป ใครมีที่ดินระหว่างจังหวัด อยู่ริมถนน อยากพัฒนาพื้นที่ให้สร้างเป็นรายได้ขึ้นมา ลองติดตั้ง PUPAPLUG เต้ารับสำหรับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ที่ราคาไม่สูง หรือจะลงทุนเป็น DC Charge ด้วยการเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการ ตู้ชาร์จกระแสไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าตอนนี้มีให้เลือกหลายค่าย ทั้ง EA Anywhere, PEA Volta, EleX by EGAT ออกแบบพื้นที่จอดรถให้สะดวก จัดพื้นที่สำหรับขายของ ขายอาหาร จำพวก Stand Alone หรือ Food Truck หรือจะเป็นแบบ Kiosk ก็ดูสะดวก เก็บค่าเช่าพื้นที่ หรือจะทำร้านเล็กๆ มีพื้นที่สำหรับนั่งกิน สไตล์อเมริกัน ให้ได้ใช้เวลาในการรอระหว่างชาร์จรถไฟฟ้า หรือจะทำเป็นห้องพักชั่วคราว ก็สามารถดีไซน์ให้เป็นจุดพักรถที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้เช่นกัน

แม้ว่าในตอนนี้อาจจะมองเห็นจุดคุ้มทุน ทำกำไรได้ยาก แต่อนาคตเมื่อรถไฟฟ้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น ใครที่เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ อย่าลืมว่ารถที่จำเป็นต้องชาร์จไฟไม่ได้มีแต่รถไฟฟ้าแบบ BEV เท่านั้น ยังมีรถในกลุ่ม Plug-in Hybrid ที่จำเป็นต้องชาร์จไฟด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่ายใหญ่อย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าภายในอีก 9 ปีข้างหน้า รถทุกรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะไม่ใช้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันอีกต่อไป และถ้าจะมองให้ละเอียดมากขึ้น

ในช่วง 3-4 ปีจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเริ่มลดปริมาณเครื่องยนต์แท้ๆ ลงไป ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า หรือไฮบริด หรือแบบ Plug-in Hybrid มากขึ้น ด้วยเช่นกัน เรื่องของเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกมันหยุดไม่ได้จริงๆ วันหนึ่งทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนอย่างแน่นอน ฉะนั้น ใครที่มองเห็นโอกาส และลงมือทำก่อน ย่อมได้เปรียบเสมอ

Charging Station Avenue จะเปลี่ยนรูปแบบจากสถานีบริการน้ำมัน กลายเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสถานที่สำหรับพบปะ ช้อปปิ้ง แหล่งรวมร้านอาหาร ของฝาก และพื้นที่สำหรับตอบรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างเต็มที่ แล้วอย่าลืมว่า รถในกลุ่มรถบรรทุกขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่ กำลังเปลี่ยนสู่ยุคของรถบรรทุกไฟฟ้าด้วยเช่นกัน อย่างที่ CP Foton ได้เริ่มเดินหน้าทำตลาดกันแล้ว ..พอจะมองเห็นโอกาสกันแล้วใช่มั้ยล่ะครับ