Home Life 7 ข้อคิด สุขทุกข์ล้วนไม่จีรัง โดย พศิน อินทรวงศ์

7 ข้อคิด สุขทุกข์ล้วนไม่จีรัง โดย พศิน อินทรวงศ์

  1. เราต่างแสวงหาความสุข ผ่านการไขว่คว้าดิ้นรน คล้ายว่าเราปลูกดอกไม้ด้วยความโกรธ เร่งวันเร่งคืนให้มันเติบโต ความจริงแล้ว เราควรมีความสุขในสิ่งที่มีและเป็น การเฝ้ามองต้นกล้าเล็ก ๆ ก็มีความสุขไปอีกแบบ ต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มเงา ต้นไม้น้อย ทำให้เรารับผิดชอบ เรียนรู้ รดน้ำ พรวนดิน อะไร ๆ ก็ดีทั้งนั้น ความสุขควรเป็นเรื่องง่าย มิใช่การไล่ล่า ช่วงชิง นั่งลงก่อน ความสุขเดินทางมาถึงแล้ว
  2. บางสิ่งที่ดูเป็นความทุกข์ มองให้ดีก็เปลี่ยนเป็นสุขได้ สมมุติว่า เป็นมะเร็ง โรคร้ายก็สอนให้เราดูชีวิตเป็น แม้ไม่รับรู้ว่า ความตายคือของเที่ยงแท้ แล้วเราจะมีชีวิตที่ตั้งอยู่ในครรลองงดงามได้อย่างไร ถ้าเป็นมะเร็งในวันนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อย เราย่อมเห็นคุณค่าร่างกายที่เราทอดทิ้งมานาน เหลือเวลามากน้อยไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด มันสำคัญตรงที่ว่า เราใช้เวลาไปกับอะไร สิ่งนั้นคือหัวใจของการมีชีวิตอยู่
  3. ความขัดแย้งเกิดจากเราหลงลืมตนเอง ลืมความรักในตนเอง ลืมความเมตตาในตนเอง ไม่มีใครเลยเป็นคนใจร้าย มีแต่คนใจดีเท่านั้นที่เกิดเป็นมนุษย์ได้ แต่เราทิ้งตัวเองไปนาน เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราไม่เคยพูดคุยกับตนเองเลย เราจึงโกรธเกินความจำเป็น น้อยใจเกินความจำเป็น อยากได้เกินความจำเป็น ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตเราจึงจมอยู่ในวังวนแห่งความสับสน ที่มีภูเขาคือความทุกข์ และท้องทะเลแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ บางคนติดเหล้า บางคนติดเกม บางคนติดคำสรรเสริญเยินยอ ติดสิ่งเสพติดไปคนละอย่างสองอย่าง สุขภาพจิตวิญญาณทรุดโทรม ไม่มีใครดีไปกว่าใคร บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องคุยกับตนเอง
  4. วัตถุเป็นสิ่งจับต้องได้ แต่ศรัทธาเป็นของจริงที่มองไม่เห็น เธอเคยเห็นความสุขไหม ไม่หรอก เธอไม่เคยเห็น แล้วเธอเคยสัมผัสความสุขไหม ใช่แล้ว เธอเคยสัมผัส ความรู้สึกของใจคน ชั่ง ตวง วัดปริมาตรไม่ได้ก็จริง แต่มิใช่ว่ามันไม่มีอยู่ จงศรัทธาในความดีงาม ในความหวังฝันใฝ่ ในแสงบางแสง ในสิ่งหนึ่งที่เราต่างเรียกมันว่าชีวิต ชีวิตมีที่มีทางเสมอ มันมีทางไปเสมอ แต่เราต้องมีแสง แล้วชีวิตจะมุ่งไปหาแสง พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าเธอต้องตามหาแสงสว่าง เพราะเธอนี่แหละคือแสงสว่าง เพียงแค่เธอจุด แล้วแสงนั้นจะปรากฏ
  5. เธอจงเอาก้อนดินสักก้อนมาเก็บไว้ หรือแม้แต่นำหินข้างทางสักก้อนมาเก็บไว้ ทุกครั้งที่เธอท้อแท้ วางมันไว้ในฝ่ามือแล้วสัมผัสพลังธรรมชาติ รวมพลังไว้ที่ฝ่ามือและหิน รับรู้ รู้สึก เป็นหนึ่งเดียว อาจสูดลมหายใจยาวๆ เข้าออกสักสี่ห้ารอบก็ได้ แล้วเธอจะมีพลัง นั่นคือปราณชีวิต หากเธอหายใจเข้าออกแต่ไม่รู้ตัว นั่นคือการสูดลมหายใจ แม้เธอหายใจเข้าออกอย่างรู้สึกตัว นั้นคือการสัมผัสกับปราณชีวิตของเธอเอง รู้สึกบ้างไหมว่าเรากำลังหายใจอยู่ แม้เราหายใจ แต่ไม่รู้ว่าตนกำลังหายใจ เราจะบอกตนเองว่า เราคือผู้มีชีวิตได้อย่างไร
  6. กิเลสในใจคือโคลนตม มองให้สกปรกมันก็ใช่ แต่ในความสกปรกนั้นก็มีความธรรมดาอยู่ อย่าโกรธเกลียดตนเองที่มีกิเลสเต็มใจ แต่จงใช้กิเลสนั้นเพื่อเรียนรู้ฝึกตน ฝึกมองเห็นกิเลสอย่างเป็นกลาง โกรธให้รู้ว่าโกรธ เศร้าให้รู้ว่าเศร้า ผิดหวังเสียใจ ยินดี สุขล้นให้รู้ ให้เห็น เพราะโคลนนั้นก็มีประโยชน์ มันสกปรกก็จริง แต่เป็นอาหารของปัญญาได้ หากเราอยู่กับมันเป็น
  7. อ่านอยู่ใช่ไหม เธออ่านที่ฉันเขียนอยู่ใช่ไหม บทความนี้กำลังจะจบแล้วนะ แต่ไม่เป็นไร ชีวิตเธอยังต้องไปต่อ เธอมีความสุขดีไหมในตอนนี้ มีเหรอ หรือไม่มี ไม่เป็นไร ฟังฉันให้ดีนะ หากเธอมีความสุขวันนี้ จงอย่าหลงใหล หากเธอมีความทุกข์วันนี้ จงอย่าท้อแท้ ความทุกข์อยู่กับเราไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็ไปแล้ว แต่เธอต้องทำบางสิ่ง จงปล่อยมือ อย่ากอดกำมันไว้ ปล่อยให้ใจของเธอเป็นอิสระ จากอะไรก็ตามที่ทำให้เธอมียึดติด ลองดูนะ ฉันและทุกคนในโลกนี้ จะเป็นกำลังใจให้เธอเสมอ