Home Business 3 พลังผนึกความร่วมมือ พัฒนา BIG DATA เสริมขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

3 พลังผนึกความร่วมมือ พัฒนา BIG DATA เสริมขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผนึกความร่วมมือกับ คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ และ บจก. ครีเดน เอเชีย ผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘บิ๊กดาต้า’ พัฒนาฐานข้อมูล BIG DATA เพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ และเร่งเครื่องภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เผยปี 2565 เตรียมร่วมกันพัฒนาดัชนีชี้วัดวงจรเงินสดของธุรกิจประเทศไทย “CCC – Cash Conversion Cycle” เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามวงจรการเงินของธุรกิจของบริษัทในประเทศไทย

เมื่อเร็วๆนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ.ท. )นายสุพันธุ์ มงคลสุธี เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการลงนามความร่วมมือด้านวิชาการ ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อร่วมกันดำเนินงานด้านงานวิจัยและพัฒนา การเผยแพร่ข้อมูล และการจัดทำโครงการฝึกอบรมต่างๆ นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังร่วมมือกับ บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ในการพัฒนาฐานข้อมูลผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท.

รวมทั้ง พัฒนาระบบบริการด้านข้อมูล หรือ Data service อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันข้อมูล BIG DATA ได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หน่วยงานหรือองค์การทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงาน และกลยุทธ์ในการบริหารองค์กร

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า การคาดการณ์แนวโน้มของธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุน การพัฒนาสินค้า หรือบริการใหม่ๆ เป็นต้น ในส่วนของ ส.อ.ท. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา BIG DATA และมีการบรรจุเป็นแผนงานในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีการจัดทำเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Industry Data Space (iDS) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมาอยู่ในที่เดียว มากกว่า 117 แหล่งข้อมูล และเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ Data Visualization ในรูปแบบของ Dashboard อีก 28 Dashboard ให้สมาชิกสามารถเข้ามาเลือกนำไปใช้ประโยชน์

ทางด้าน คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.รุธิร์ พนมยงค์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาในปี 2563–2564 คณะฯ ได้มีความร่วมมือกับ บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำเรื่อง BIG DATA ของภาคธุรกิจ โดยนำความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ที่มีอยู่มาร่วมมือกัน ในการจัดทำดัชนีชี้วัดวงจรเงินสดของธุรกิจประเทศไทย “CCC – Cash Conversion Cycle” ซึ่งมีการจัดทำดัชนีขึ้นมาแล้ว 2 ปี ติดต่อกัน ปี 2562 – 2563 เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามวงจรการเงินของธุรกิจบริษัทที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยมีองค์ประกอบข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ ดังนี้

หนึ่งระยะเวลาเก็บเงินลูกค้า สองการบริหารสินค้าคงคลัง สาม ระยะเวลาจ่ายเงินเจ้าหนี้ ภายใต้ฐานข้อมูลของบริษัทในประเทศไทยเกือบ 500,000 แห่ง ที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ โดยปี 2565 นี้ จะมีการขยายความร่วมมือกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาและต่อยอดการจัดทำดัชนีชี้วัดวงจรเงินสดของธุรกิจประเทศไทย “CCC – Cash Conversion Cycle” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

สำหรับผลดัชนีชี้วัดวงจรเงินสดของธุรกิจประเทศไทย “CCC – Cash Conversion Cycle” ล่าสุดในปี 2563 พบว่า ผู้ประกอบการในประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยที่ 26.1 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 14.8 วัน แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการทั่วประเทศ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิดการขาดสภาพคล่องของกิจการ

สำหรับดัชนีฯ จำแนกราย Sector พบว่า ภาคเกษตรกรรม มีค่าเฉลี่ยที่ 16.1 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 8.6 วัน ภาคอุตสาหกรรม มีค่าเฉลี่ยที่ 26.2 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 13.6 วัน และภาคบริการ มีค่าเฉลี่ยที่ 26.2 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 4.2 วัน

ด้านดัชนีฯ จำแนกตามขนาดธุรกิจ ในปี 2563 พบว่า ผู้ประกอบการขนาด Micro มีค่าเฉลี่ยที่ 16.4 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 5.0 วัน ผู้ประกอบการรายเล็ก มีค่าเฉลี่ยที่ 33.7 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 20.7 วัน ผู้ประกอบการรายกลาง มีค่าเฉลี่ยที่ 33.4 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 28.9 วัน และผู้ประกอบการรายใหญ่ มีค่าเฉลี่ยที่ 42.5 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 36.5 วัน

ในส่วนดัชนีฯ จำแนกตามภูมิภาค ในปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าเฉลี่ยที่ 19.8 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 14.8 วัน ภาคกลาง มีค่าเฉลี่ยที่ 22.1 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 19.8 วัน ภาคตะวันออก มีค่าเฉลี่ยที่ 18.9 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 14.7 วัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีค่าเฉลี่ยที่ 18.2 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 16.6 วัน ภาคเหนือ มีค่าเฉลี่ยที่ 16.0 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 13.4 วัน ภาคตะวันตก มีค่าเฉลี่ยที่ 17.3 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 16.6 วัน และภาคใต้ มีค่าเฉลี่ยที่ 12.9 วัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2562 ที่มีค่าเฉลี่ย 10.9 วัน

ดร.รุธิร์ กล่าวว่า การที่มี BIG data ของภาคธุรกิจนี้จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน อาทิ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มของการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้ โดยเข้ามาช่วยประกอบการวางแผน และการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความมุ่งมั่นที่จะนำข้อมูลในระบบ Big data นี้มาใช้พัฒนาดัชนีชี้วัดความสามารถด้านอื่น ๆ อีก อาทิ ตัวชี้วัดด้านการเงิน และตัวชี้วัดด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เป็นต้น ที่สามารถสะท้อน และสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยต่อไปในอนาคต

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เห็นถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BIG DATA มาใช้วิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ทั้งในมิติรายประเภทธุรกิจ (Sector-specific) เชิงพื้นที่ (Area-specific) และเชิงประเด็น (Issue-based) เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนและประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ดังนั้น การศึกษาจัดทำดัชนีชี้วัดวงจรเงินสดของธุรกิจประเทศไทย “CCC – Cash Conversion Cycle” จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการต่อยอดการพัฒนาและยกระดับการนำข้อมูล BIG DATA มาใช้ในการวิเคราะห์ จัดทำเป็น Indicator ตัวชี้วัดในการติดตามสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศไทย ซึ่งในปี 2565 นี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและขยายผลดัชนีฯ

รวมทั้งสนับสนุนในการนำข้อมูล BIG DATA มาใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ อาทิ การต่อยอดฐานข้อมูลดัชนีวงจรเงินสดของประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย (Benchmark) การจัดทำดัชนีตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับด้านปัจจัยการผลิตของภาคอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงและพัฒนาระบบบริการด้านข้อมูล หรือ Data service ร่วมกัน และการประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy ต่อไป

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กล่าวว่า Creden Data บริษัทสตาร์ทอัพด้านบิ๊กดาต้าแนวหน้าของไทย ได้ทำการรวบรวมข้อมูลบริษัททั้งประเทศไทย รวมไปถึงข้อมูลทางการเงินธุรกิจของทั้งประเทศไทยอยู่ในรูปแบบของ BIG DATA และได้ทำงานร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ และ สภาอุตสาหกรรม ในการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูล AI ทางการเงิน ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว จึงทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาพรวมทั้งประเทศ แบ่งตามพื้นที่ จังหวัด แยกอุตสาหกรรม และมีกำหนดการจะพัฒนา Creden Score ที่เป็นการวิจัยร่วมกัน ในการวิเคราะห์ความสามารถด้านต่างๆ ของบริษัทภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลของแต่ละบริษัททั้งประเทศไทยได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://data.creden.co