Home Digital โซเชียลมีเดีย เครื่องมือการทูตยุคดิจิทัล

โซเชียลมีเดีย เครื่องมือการทูตยุคดิจิทัล

จากสถิติโดย Data Reportal ในเดือนกรกฎาคม 2564 ระบุว่า  มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกราว 4.8 พันล้านคน (ประมาณร้อยละ 61 ของจำนวนประชากรทั้งหมด) เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาถึง 257 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จำนวนผู้ใช้มีทั้งหมด 4.48 พันล้านคนทั่วโลก (ประมาณร้อยละ 57 ของจำนวนประชากรทั้งหมด) โดยมีจำนวนผู้ใช้ในโลกโซเชียลฯ เพิ่มขึ้นในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมาถึง 520 ล้านคน

จากตัวเลขดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงช่องทางการมีปฏิสัมพันธ์ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และการสื่อสารข้อมูลที่ไร้พรมแดน รวดเร็ว และเสรีมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อการสื่อสารข้ามดินแดนทำได้เพียงปลายนิ้ว ในโลกของการทูต (Diplomacy) ที่มีนักการทูต (Diplomat) เป็นผู้เล่นหลัก และผู้เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐนั้น จะใช้ประโยชน์จากโลกโซเชียลฯ และจะเดินหน้าสื่อสารนโยบายของตนได้อย่างไร

การทูตดิจิทัล” หรือ Digital Diplomacy ยังไม่ได้รับการนิยามความหมายอย่างเป็นทางการ โดย Antonio Deruda ผู้เขียนหนังสือ Digital Diplomacy Handbook ไว้ในปี 2557 ได้กล่าวถึงการทูตดิจิทัลไว้ว่า “เป็นการดำเนินการทางการทูตโดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัล รวมถึงเครือข่ายสังคมที่มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ และเป็นกระบวนการสำคัญ อันเป็นประโยชน์ต่อการบริหาร รวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์สร้างบทสนทนากับสาธารณชนที่เป็นชาวต่างชาติ” ส่วนนางคริสตี้ เคนนี่ (Kristie Kenney) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้กล่าวสรุปไว้ว่า “การทูตดิจิทัลเป็นการใช้ประโยชน์ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารในด้านการทูตได้โดยตรงกับสาธารณชนที่เป็นวงกว้าง ในวงการต่าง ๆ แบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ”

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย และเอกสารเผยแพร่อื่น ๆ ที่กล่าวถึงสื่อสังคมออนไลน์ว่า เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการทูตที่มีอิทธิพลมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่สื่อสารที่เปิดกว้าง โปร่งใส และไร้เงื่อนไข ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ได้แก่ Twitter, Facebook, Instagram และ YouTube เป็นต้น

นอกจากตัวอย่างการทูตดิจิทัลในประเทศไทยแล้ว ในประเทศอื่น ๆ ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2562 ประเทศอินโดนีเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วย การทูตดิจิทัล 2562 (Regional Conference on Digital Diplomacy 2019) ที่มีขึ้นเป็นครั้งแรก มีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนรัฐบาลจากประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์เข้าร่วม

ในที่ประชุม รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ได้ยกตัวอย่างในกรณีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของอินโดนีเซีย อาทิ Facebook Twitter และช่องทางอื่น ๆ เผยแพร่ข่าวสาร มุ่งสร้างสันติภาพเป็นประโยชน์กับประชาชน ป้องกันการรับข่าวปลอม ตัดตอนความเข้าใจผิด และหยุดการปลุกปั่นสร้างกระแสในสังคม และยังได้กล่าวไว้ว่า “อินเทอร์เน็ตอาจเป็นแหล่งที่มาของความขัดแย้ง และความเข้าใจผิด แต่แน่นอนว่าการทูตดิจิทัลก็สามารถทำหน้าที่เจรจา ประสานทำความเข้าใจแบบคู่ขนานกันไป”

หรือหากย้อนราว 20 ปีก่อน เมื่อปี 2546 ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ก่อตั้งหน่วยงาน Office of eDiplomacy ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกนักการทูตสหรัฐฯ ทั้งในและต่างประเทศให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการสื่อสาร การเจรจา และการดำเนินงานทางการทูต แสดงให้เห็นว่า การทูตดิจิทัล นั้นได้รับความสำคัญในระดับชาติ

นอกจากสื่อสังคมออนไลน์จะมีบทบาทในโลกการทูตแล้ว ย่อมมีบทบาทในโลกของการเมืองด้วยเช่นกัน เมื่อปี 2551 ได้เกิดคำว่า Twiplomacy หรือ Twitter Diplomacy ขึ้น โดยนาย Matthias Lüfkens จากบริษัท Burson Cohn & Wolfe ผู้เริ่มต้นการศึกษาการใช้งาน Twitter ของผู้นำประเทศต่าง ๆ และรัฐบาล จนขยายผลออกมาในรูปแบบบัญชี Twitter ภายใต้ชื่อ Twiplomacy ที่โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับการใช้โซเชียลฯ โดยผู้นำประเทศ รัฐบาล สถานทูต นักการทูต รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ติดตามราว 6.5 หมื่นราย

รวมทั้งยังเผยแพร่รายงานการศึกษาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้นำในแต่ละช่องทางเป็นประจำทุกปี ทั้ง Twitter Facebook และ Instagram ผ่านเว็บไซต์ https://twiplomacy.com/ อีกด้วย จากรายงานฉบับล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 เปิดเผยว่า รัฐบาลและผู้นำของ 189 ประเทศทั่วโลก จะมีอย่างน้อย 1 บัญชีบนช่องทางโซเชียลฯ โดยมีเพียงรัฐบาลของ 4 ประเทศที่ไม่มีการใช้ Twitter ได้แก่ ลาว เกาหลีเหนือ เซาตูเมและปรินซีปี และเติร์กเมนิสถาน ประเด็นยอดนิยมในโลก Twitter ของเหล่าผู้นำตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ก็หนีไม่พ้น #coronavirus และ #COVID19 ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมีนาคม 2563 นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร ได้โพสต์ข้อความแจ้งว่าตนติดเชื้อโควิด-19 ผ่านบัญชี Twitter ของตน ซึ่งได้รับความสนใจจากทั่วโลกรวมทั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้นอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งข้อความอวยพรนายกฯ บอริส อย่าง “Get Well Boris” ด้วยเช่นกัน

จากกรณีตัวอย่างทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้เห็นข้อดีของการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการทูตและทางการเมือง ทั้งการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงสาธารณชนได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง และยังมีค่าใช้จ่ายต่ำ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหรือความท้าทายที่เกิดจากโลกดิจิทัลก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาทิ ภัยจากความเสรีของอินเทอร์เน็ตและโลกโซเชียลฯ ที่สามารถสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่กระจายในสาธารณชนได้

ท้ายที่สุดนี้ จากกรณีตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด ทำให้เห็นแง่มุมหนึ่งของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารอันทรงอิทธิพลที่ทั่วโลกเลือกใช้ ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้ทางสังคมอย่างกว้างขวางและได้รับการยอมรับเชื่อถือจากสาธารณชนทั่วไป ดังนั้น การทูตดิจิทัล จึงเป็นแนวทางนโยบายยุคใหม่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และได้ทวีความสำคัญขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโรคระบาดใหญ่ ซึ่งทำให้การมีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวนั้นมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่รวดเร็วเช่นนี้ ย่อมมีความเสี่ยงและช่องโหว่เกิดขึ้นได้ง่าย ผู้ใช้จึงต้องคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล และระมัดระวังก่อนเผยแพร่สิ่งใดออกไป เนื่องจากข้อมูลทุกรูปแบบที่อยู่บนโลกดิจิทัลครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมยังคงอยู่ตลอดไป แม้ผู้ผลิตหรือเผยแพร่ข้อมูลนั้น ๆ จะจากโลกไปแล้วก็ตาม

โดย ญาณภา ฉัตรกุล ณ อยุธยาฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล