Home Economy แบงก์ชาติเผยผลสำรวจธุรกิจไตรมาส 2/2563 กลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภค-บริโภคฟื้นตัวเด่น

แบงก์ชาติเผยผลสำรวจธุรกิจไตรมาส 2/2563 กลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภค-บริโภคฟื้นตัวเด่น

แบงก์ชาติเผยผลสำรวจภาคธุรกิจเศรษฐกิจไทยทุกธุรกิจหดตัวและผู้ประกอบการ 71 % คาดว่า เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มแย่ลงอีก 12 เดือนข้างหน้า พบไตรมาส 2 รายได้ทุกภาคติดลบ ระบุต้นทุนทำธุรกิจเพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เป็นหลัก ด้านแรงงานบางส่วนปรับลดการจ้างงานและลดชั่วโมงการทำงานลง ส่วนข้อจำกัดทำธุรกิจพบว่า ความต้องการสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศต่ำเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ สายนโยบายการเงิน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจผู้ประกอบการจำนวน 157 รายทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2563 หรือไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 โดยสัดส่วนภาคส่วนต่างๆที่เข้าร่วมโครงการสำรวจในช่วงเวลาดังกล่าว แบ่งเป็นภาคการผลิต 38 % ภาคบริการ 19 % ภาคการค้า 27 % และภาคอสังหาริมทรัพย์ 16 %

อย่างไรก็ตาม รายงานผลสำรวจดังกล่าวนี้ เป็นการสะท้อนกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงและสัญญาณเศรษฐกิจบางด้าน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเครื่องชี้เศรษฐกิจในระดับมหภาค โดยธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เป็นการแสดงความเห็นของธุรกิจในภาพรวมและไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

เชื่อเศรษฐกิจไทยยังแค่อีก 12 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ในรายงานผลสำรวจภาคธุรกิจดังกล่าว กล่าวถึงประเด็นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยหดตัวในทุกธุรกิจและผู้ประกอบการจำนวน 71 % คาดว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า ในด้านต้นทุนในการทำธุรกิจจำนวน 35 % ระบุว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเป็นหลัก สำหรับข้อจำกัดด้านแรงงานจำนวน 69 % ให้ความเห็นว่า ไม่จ้างงานเพิ่มบางส่วนปรับลดการจ้างงานรวมถึงลดชั่วโมงการทำงานปกติ และการทำงานล่วงเวลาส่วนประเด็นข้อจำกัดในการทำธุรกิจจำนวน 89 % ระบุว่า ความต้องการสินค้าจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต่ำเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น

ที่มาภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

สำหรับผลสำรวจรายได้ภาคต่างๆ พบว่า ติดลบแทบทุกภาคฯ โดยรายได้ภาคบริการ –93 % หรือหดตัวลง จากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว รายได้ภาคการค้า –86 % หรือหดตัวลง จากกำลังซื้อที่ลดลง และการปิดห้างสรรพสินค้าชั่วคราว

ขณะที่รายได้ภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง –60 % หรือหดตัวลง ตามกำลังซื้อที่ลดลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนภาคก่อสร้างหดตัวตามกระแสการชะลอก่อสร้างโครงการใหม่ และรายได้ภาคการผลิต –57 % หรือ หดตัวตามคำสั่งซื้อที่ลดลงและขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดคำนวณจากตัวเลขแสดงสัดส่วนของผู้ที่ตอบว่ารายได้เพิ่มขึ้น ลบด้วยสัดส่วนของผู้ที่ตอบว่ารายได้ลดลง เทียบกับระยะเวลาเดียวกันกับปีก่อน หรือ ปี 2562

ที่มาภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันโครงการระบบเศรษฐกิจไทย จากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคำนวณ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนแต่ละภาคมีดังนี้ อันดับหนึ่ง ภาคการผลิตจำนวน 34 % อันดับสอง ภาคบริการ จำนวน 27 % อันดับสาม ภาคการค้า จำนวน 18 % อันดับสี่ ภาคอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 13 % และและอันดับห้า ภาคเกษตร จำนวน 9 %

ที่มาภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ค้าปลีกอุปโภค บริโภค ฟื้นตัวดี

ทั้งนี้หลังจากที่รัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ระยะที่ 4 การฟื้นตัวของธุรกิจและการจ้างงาน ธุรกิจส่วนใหญ่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ยกเว้นกลุ่มที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง แต่รายได้ยังกลับมาไม่มากนัก ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงและพฤติกรรมที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่การจ้างงานยังไม่ฟื้นตัว แรงงานในหลายธุรกิจยังมีรายได้ลดลง และเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้น จากแนวโน้มการจ้างงานที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพสรุปในแต่ละภาคส่วน พบว่า ภาคการค้า ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค ยังถือว่าฟื้นตัวได้ดี แต่สินค้าคงทนยังฟื้นตัวช้า เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยส่วนซูเปอร์มาเก็ต มียอดขายกลับมากว่า 85 % เนื่องจากสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันฟื้นตัวได้ดี โดยเน้นซื้อสินค้าราคาย่อมเยามากขึ้น ห้างสรรพสินค้าก็มียอดขายกลับมาประมาณ 60-70 % โดยผู้ประกอบการมีการเร่งออกโปรโมชั่นและพัฒนาการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น สำหรับห้างค้าปลีกรายใหญ่ ไม่มีการปลดพนักงานและให้ทยอยกลับบ้านมาทำงานปกติแล้ว รวมถึงจ่ายค่าแรงตามเดิม แต่เริ่มให้สมัครใจลาออกแบบ Early retire สำหรับระยะยาวมีแนวโน้มจะไม่รับพนักงานเพิ่ม

ที่มาภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ทางด้านภาคการผลิต รายงานฉบับดังกล่าว กล่าวว่า บางส่วนยังได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลง โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยกลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน กลับมาผลิตได้เพียง 50-60 % จากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว กลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า กลับมาผลิตได้ 80% เนื่องจากปัญหา Supply Chain Disruption และส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่ล็อกดาวน์เริ่มผ่อนคลาย ทั้งนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของยอดขายในประเทศ หลังจากกลับมาเปิดห้างสรรพสินค้า กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยังทรงตัว โดยเติบโตได้ดีในชิ้นส่วนที่ใช้อุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือยังชะลอตัว ตามความต้องการสินค้าที่ลดลง

ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อาหารแปรรูปยังเติบโตได้ดี ยกเว้นอาหารทะเลแปรรูปเกรดสูงที่มีคำสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ร้านอาหารยังกลับมาเปิดไม่เต็มที่ แต่ก็มีรายได้ปรับเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว ด้านแรงงานของกลุ่มภาคการผลิต ผู้ผลิตส่วนใหญ่ ลดแรงงาน Sub-Contact ลงและชะลอการจ้างงานใหม่ โดยแรงงานมีรายได้น้อยลงจากชั่วโมงทำงานและโอทีที่ลดลง รวมทั้งภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะลงทุนในภาคAutomation เพื่ดทดแทนแรงงานมากขึ้น

ในตอนท้ายของรายงานสำรวจดังกล่าว ระบุด้วยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการ ลูกค้าชะลอการตัดสินใจ อีกทั้งการขอสินเชื่อทำได้ยากขึ้น โดยยอดขายของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในระดับต่ำยกเว้นโครงการระดับบน และโครงการที่ให้วางเงินดาวน์สูง ยังพอไปได้ โดยเฉพาะภาคเหนือที่เน้นลูกค้าคนจีน มียอดขายหดตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการทิ้งเงินดาวน์ของลูกค้า ส่วนกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มที่รับงานเอกชน รายได้ชะลอตัวจากงานของเอกชนที่ลดลงมา แต่กลุ่มที่รับงานภาครัฐยังมีรายได้ทรงตัว จากงานประมูลใหม่ที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในด้านแรงงานของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น การจ้างงานทรงตัว หากพนักงานประจำลาออกจะไม่รับเพิ่มและเน้นการจ้างงานแบบรายโครงการหรือSub Contact