Home Economy เผย 45 อุตสาหกรรมไทย แนวโน้มฟื้นตัว สวนทางวิกฤติ “โอมิครอน VS รัสเซีย-ยูเครน”

เผย 45 อุตสาหกรรมไทย แนวโน้มฟื้นตัว สวนทางวิกฤติ “โอมิครอน VS รัสเซีย-ยูเครน”

จับตาปัจจัยสำคัญที่ยังคงสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธ์ใหม่ “โอมิครอน” จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นไม่หยุด จนถูกยกขึ้นเป็นระดับ 4 ทั่วประเทศ ล่าสุดวิกฤติการเมืองระหว่างประเทศ “รัสเซีย VS ยูเครน” กระหน่ำซ้ำ ส่งแรงกระเพื่อมต่อต้นทุนพลังงาน ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์ ปรับตัวลดลงทุกรายการ แต่สำหรับ 45  อุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมไทย หรือส.อ.ท. ประเมินว่า ยังสามารถจะเติบโตและมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เปิดปมส่งแรงกระเพื่อม ทำดัชนีความเชื่อมั่นฯลด

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สุพันธุ์ มงคลสุธี เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อยู่ที่ระดับ 86.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.0 ในเดือนมกราคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯ ปรับตัวลดลงทุกรายการ เช่น คำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ โดยปัจจัยที่ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐยกระดับการเตือนภัยโรคโควิด-19 จากระดับ 3 เป็นระดับ 4 ทั่วประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า

นอกจากนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้น จากราคาวัตถุดิบราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตามทิศทางราคาตลาดโลก รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งสินค้า และการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าฯเอฟที) อีกทั้งการส่งออก ผู้ประกอบการเผชิญความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้านำเข้า ขณะที่ปัญหา Supply Disruption ที่ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัสเซีย และยูเครน ส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าโลกมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ผ่านโครงการคนละครึ่งเฟส 4 และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนบางส่วน

จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,242 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้นได้แก่

ข้อแรก ราคาน้ำมัน ร้อยละ 75.2

ข้อสอง สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ร้อยละ 68.5

ข้อสาม เศรษฐกิจในประเทศ ร้อยละ 56.8

ข้อสี่ สภาวะเศรษฐกิจโลก ร้อยละ 52.3 อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาท เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ร้อยละ 48.3

ข้อห้า สถานการณ์การเมืองในประเทศ ร้อยละ 45.5

ข้อหก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 45.6 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในอนาคต อีก 3 เดือนข้างหน้า คาดว่า จะอยู่ที่ระดับ 97.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 96.4 ในเดือนมกราคม  โดยผู้ประกอบการเห็นว่าการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ไม่รุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้า กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ภาคการผลิตทั่วโลกยังคงขยายตัว ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย นอกจากนี้การผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศตามนโยบาย Test & Go ช่วยเอื้อต่อการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

เผย 4 ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สุพันธุ์ ได้กล่าวเสนอแนะต่อภาครัฐด้วยว่า  ประการแรก  เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน อาทิ การสำรองยาให้เพียงพอ บริหารจัดการเตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤต สนับสนุนยาและสิ่งของจำเป็นในการกักตัว Home Isolation เพิ่มจำนวนโรงพยาบาลสนาม/ศูนย์พักคอย และการแจกชุดตรวจ ATK ให้กับกลุ่มเสี่ยง

ประการที่สอง  ยกเลิกมาตรการ Test & Go โดยให้ผู้เดินทางเข้าประเทศแสดงวัคซีนพาสปอร์ตแทนก่อนเข้าประเทศ พร้อมทั้งจัดให้มีระบบตรวจติดตามผู้เดินทางเข้าประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และเสริมสร้างบรรยากาศด้านการท่องเที่ยวของไทย

ประการที่สาม ออกมาตรการดูแลราคาพลังงาน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาก๊าซ และการคงค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ประการสุดท้าย ขอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ-เอกชน เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งหามาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่ผู้ประกอบการด้านการค้า และประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนการค้า หรือแสวงหาโอกาสทางค้าในตลาดที่มีศักยภาพ

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ย้อนหลัง 3 ปี จัดทำเป็น Dashboard เผยแพร่ในเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม Industry Data Space (iDS) ของสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยสามารถเข้าไปใช้บริการข้อมูลดังกล่าวได้ที่ www.fti.or.th/ids

ส.อ.ท. คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมทยอยฟื้นตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม  ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้ง รัสเซีย และยูเครน ไม่นาน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เกรียงไกร เธียรนุกุล ได้เปิดเผยว่า  อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการการแพร่ระบาดฯ โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการ Lockdown และปัจจุบันอัตราการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอยู่ในระดับสูง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รวมถึง ภาครัฐทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ทั้งจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่มีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ตามความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ภาคการส่งออกสินค้าที่ยังคงมีแนวโน้มที่ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ และการทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจากการเปิดประเทศ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบโดสสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ โดยผ่านมาตรการ Test and Go อีกทั้ง การเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณประจำปี และงบรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้ในระยะต่อไป

เผย 45 อุตสาหกรรมมีแนวโน้มฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท.ประเมินว่า  45 อุตสาหกรรมที่กำลังมีแนวโน้มเติบโต หรือ ทรงตัว และสามารถฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการเติบโตได้ มีทั้งหมด 25 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์, เครื่องจักรกลและโลหะการ, เครื่องนุ่งห่ม, เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น, ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, ต่อเรือ ซ่อมเรือ และก่อสร้างงานเหล็ก, เทคโนโลยีชีวภาพ, ดิจิทัล, น้ำตาล, ปูนซีเมนต์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ, พลังงานหมุนเวียน, เฟอร์นิเจอร์, ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม, ยา, ยานยนต์, เยื่อและกระดาษ, รองเท้า, โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม, สมุนไพร, หนังและผลิตภัณฑ์หนัง, หัตถกรรมสร้างสรรค์, เหล็กและอาหาร

ทั้งนี้ เนื่องมาจาก ปัจจัยสนับสนุน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ภายในประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น การฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมจำนวนประชากรมากขึ้น การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ การส่งออกที่ยังเติบโตได้ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า การทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจากการเปิดประเทศ ความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นโยบายการเงินที่ยังมีทิศทางผ่อนคลาย

รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้า FTA ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โอกาสที่จะเกิดการกลับมาระบาดซ้ำอีกครั้งจากการกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ปัญหาด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ จากต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความผันผวนของตลาดการเงินโลก ราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลก

กลุ่มที่สอง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะทรงตัว มีทั้งหมด 20 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ก๊าซ, การจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม, แกรนิตและหินอ่อน, แก้วและกระจก, เคมี, เครื่องจักรกลการเกษตร, เครื่องสำอาง, เซรามิก, น้ำมันปาล์ม, ปิโตรเคมี, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผู้ผลิตไฟฟ้า, พลาสติก, ไม้อัดไม้บาง และวัสดุแผ่น, โรงเลื่อยและโรงอบไม้, สิ่งทอ, หล่อโลหะ, หลังคาและอุปกรณ์, อลูมิเนียม, อัญมณีและเครื่องประดับ โดยปัจจัยสนับสนุนสอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว โดยเป็นไปตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาดำเนินการได้มากขึ้น

แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยง และความกังวล ทั้งโอกาสการกลับมาระบาดซ้ำจากการกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ความผันผวนของตลาดการเงินโลก ราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง กระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตร จึงเป็นปัจจัยที่ยังกดดันให้หลายกลุ่มอุตสากรรมยังมีทิศทางทรงตัว

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อมั่นว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีทิศทางที่สามารถเติบโตต่อไปได้ แม้ในปีที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แต่ภาคอุตสาหกรรมไทยได้เร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน พร้อมกับรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างทัดเทียม และเติบโตต่อไป