Home Economy เปิดโมเดลใหม่สร้างอนาคตท่องเที่ยวไทย แนะควร Reposition ใหม่- ต่อยอดกิจกรรม

เปิดโมเดลใหม่สร้างอนาคตท่องเที่ยวไทย แนะควร Reposition ใหม่- ต่อยอดกิจกรรม

นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมหภาค จากธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินอนาคตภาคการท่องเที่ยวไทย หลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่กำลังอยู่ในภาวะ Set zero จะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ขึ้นอยู่กับทางเลือกเดิน แนะไทยควร Reposition ภาคการท่องเที่ยวใหม่ภายใต้ 2 หลักการ “Value over volume approach”  VS Diversification approach” เริ่มจากการต่อยอดกิจกรรมที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเดิม ควบคู่กับสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น

นักวิเคราะห์ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค วริษฐา ประจงการ และสุชานัน จุนอนันตธรรม  จากธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในบทวิเคราะห์ Tourism at a crossroad: อนาคตภาคการท่องเที่ยวไทยเดินต่ออย่างไรในฟ้าหลังฝน ว่า ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบรุนแรงยืดเยื้อจากโควิด-19 โดยนักวิเคราะห์มองว่า ในปีนี้ไทยอาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ถึง 5 แสนคน (จากเกือบ 40 ล้านคนในปี 62 ที่สร้างรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือ 11% ของ GDP) มองไปข้างหน้า การระบาดของโควิดจะไม่เพียงส่งผลกระทบระยะสั้น แต่จะเปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลก เน้นด้านสุขภาพ และสุขอนามัยเพิ่มขึ้น เป็นการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงคนพลุกพล่าน เที่ยวระยะใกล้มากขึ้น นิยมเที่ยวแบบ niche travel มากกว่า mass travel แบบเดิม

อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง โจทย์สำคัญของประเทศนอกจากจะเป็นเรื่องว่า เมื่อใดภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแล้ว เรายังต้องใช้โอกาสนี้ ทบทวนปรับโครงสร้างภาคการท่องเที่ยว เพื่อให้กลับมาเติบโตขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ยั่งยืนในโลกหลังโควิด

ทางเลือกอะไรบ้างในการกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวให้ถึงปลายทางที่ตั้งเป้า?

Old model vs new positioning: Building a more sustainable footing

ประเด็นที่น่าสนใจจากงานเสวนา “ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย” ที่ ธปท. และ บริษัท วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันจัดขึ้นเมื่อเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2564 ได้เสนอบทความ Revitalising Thailand’s tourism sector: In search of enablers for future sustainability ชี้ปัญหาว่า โมเดลการท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ของไทย อาจเพิ่มความเปราะบาง และความผันผวนของรายได้ภาคการท่องเที่ยวในโลกหลังโควิด ทั้งจากการสร้างรายได้ผ่านการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากไป

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายลดลง รวมถึงยังมีปัญหาการกระจุกตัว ทั้งด้านสัญชาตินักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวเดิม ๆ และช่วงเวลาท่องเที่ยว โดยบทความฯ ได้นำเสนอโมเดลการท่องเที่ยวใหม่ภายใต้ 2 หลักการ ได้แก่ หนึ่ง Value over volume approach และ สอง Diversification approach เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยหากสามารถเพิ่มจากเดิม 48,000 บาท ต่อคน เป็น 60,000 บาท ได้ จะทำให้ไทยได้รายได้เท่าเดิม แต่ด้วยนักท่องเที่ยวเพียง 32 ล้านคน

อีกทั้งต้องเพิ่มสมดุลในภาคการท่องเที่ยวในมิติต่าง ๆ เช่น กระจายแหล่งที่มาของรายได้ ให้พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้รายรับจากการท่องเที่ยวมีเสถียรภาพ และช่วยรองรับความเสี่ยงในอนาคต รวมถึงเพิ่มการกระจายรายได้ผ่านการสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น และที่สำคัญต้องทำให้การท่องเที่ยวไม่สร้างต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากเหมือนในอดีต

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างภาคการท่องเที่ยวไปโมเดลใหม่นี้ จะสร้างการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น อาทิ การลงทุนด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนกระแส Contactless และแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว การปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยว และการลงทุนในระบบการคมนาคม

จากปัจจุบันที่ไทยลงทุนเพียงแค่ 13% ของรายได้ภาคการท่องเที่ยว เทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น เช่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่มีสัดส่วนที่ 21% และ 27% ตามลำดับ รวมทั้งจะทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรการผลิต ทั้งสินค้าทุน เครื่องจักร และแรงงาน ไปในที่ที่จะได้รับผลดีสูงสุด และจะมีส่วนช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) การให้บริการ 

ทั้งนี้ การปรับโฉมภาคท่องเที่ยวให้พึ่งพาปัจจัยทุนมากขึ้น จากเดิมที่ภาคการท่องเที่ยวพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานจำนวนมาก (มากกว่า 7 ล้านคน คิดเป็น 20% ของการจ้างงานทั้งหมด) ทำให้ในช่วงเปลี่ยนผ่านแรงงานบางส่วนจำเป็นต้องมีการปรับทักษะให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่

ขณะที่แรงงานส่วนเกินจำเป็นต้องได้รับการดูแล ให้สามารถเปลี่ยนไปทำงานในภาคบริการอื่นที่อาจได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น ภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Hospitality and wellness

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย

เราควรฟื้นจากมรสุมด้วยภาคการท่องเที่ยวที่มีหน้าตาอย่างไร?

New tourism landscape: Enhancing competitive edges and creating new values

ผู้เชี่ยวชาญ ด้านฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค เสนอว่า ไทยควร Reposition ภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวกลุ่มที่คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเริ่มจากการต่อยอดกิจกรรมที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเดิม (Old legacy) อยู่แล้ว เช่น ด้านธรรมชาติ หรือวัฒนธรรม ควบคู่กับสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสชีวิตคนท้องถิ่นที่เพิ่มมูลค่าและแรงจูงใจ

พร้อมไปกับการขยายกลุ่มความถี่ของการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและต่างชาติในภูมิภาค (Regional travelers) เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จากแนวโน้มการปรับพฤติกรรมที่นักท่องเที่ยวจะเลือกเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้มากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางด้วยตนเอง (Free Independent Travelers: FIT) หรือกลุ่ม Customized tour ซึ่งจะใช้จ่ายต่อทริปประมาณ 51,000 บาท ต่อคน สูงกว่ากรุ๊ปทัวร์ที่ประมาณ 39,000 บาท และเน้นการรองรับนักท่องเที่ยว 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

(1) กลุ่ม Medical & wellness tourism ที่จะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงถึงประมาณ 80,000-120,000 บาท และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยสูงกว่า 80% ของรายได้ที่ได้รับ

(2) กลุ่ม Green & community-based tourism ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง และลด over-tourism อีกทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจถึงประมาณ 60-80% ของรายได้ที่ได้รับอีกด้วย

(3) กลุ่ม Business เช่น กลุ่มนักลงทุน และ Professional staffs ที่เข้ามาทำงานในไทย หรือมาจัดสัมมนาในไทย รวมถึงกลุ่ม Work from anywhere และผู้ติดตาม ซึ่งจะเป็นกลุ่มศักยภาพที่ใช้จ่ายสูง เพราะมีแนวโน้มที่จะอยู่นาน (ค่าใช้จ่ายต่อทริปของกลุ่ม Long-stay ที่พักมากกว่า 14 วัน ประมาณ 75,000 บาท) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามนโยบายดึงดูดการลงทุนและบุคลากรต่างชาติมาทำงานในไทย

ภาคการท่องเที่ยวต้องการตัวช่วย (Enabler) อะไร และทำอย่างไร (How to) ให้ปรับโครงสร้างได้จริง?

เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวไทยมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหลากหลาย ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างคือ การมีนโยบายแบบรวมศูนย์ และเชื่อมโยงกันหมด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายใน Ecosystem

• ภาคแรงงาน ต้องเพิ่มทักษะ หรือปรับเปลี่ยนความถนัดให้สอดคล้องเทรนด์ใหม่ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับสถานที่ เส้นทาง และกิจกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงที่พัก เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของเมืองรอง และช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย และใช้จ่ายสูงขึ้น

• ภาครัฐ กำหนดทิศทางการพัฒนา เป้าหมาย และแผนงานที่ชัดเจน โดยกำหนดอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และเพื่อให้บรรลุผลในทางปฏิบัติ ภาครัฐจำเป็นต้อง

(1) มีหน่วยงานขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ เพื่อให้นโยบายในทุกมิติมีความสอดคล้อง และสามารถดำเนินการได้ทันการณ์

(2) สร้างกลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธ์ศาสตร์ที่ชัดเจน โดยอาจพิจารณาใช้ Incentive policyอาทิ การกำหนดค่าเยี่ยมชม หรือราคาอื่น ๆ และโควตา เพื่อปรับโครงสร้างภาคการท่องเที่ยวใหม่ให้เป็นไปตามเป้าหมายในเชิงพื้นที่ และเวลาที่วางไว้มากขึ้น เช่นที่หลายประเทศดำเนินการ

ยกตัวอย่าง เช่น สหรัฐฯ กำหนดค่าเข้าอุทยานแห่งชาติในช่วง Peak season สูงกว่าช่วงเวลาปกติ 2 เท่า และฟิลิปปินส์กำหนดโควตาจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นเกาะโบราไกย์ (Boracay island) ได้ไม่เกิน 6,405 คน ต่อวัน

(3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคมเพื่อเชื่อมเมืองรอง และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นแบบ Contactless และ Seamless มากขึ้น โดยเฉพาะการยกระดับแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวเพื่อเป็นช่องทางการตลาด ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย มีระบบ Track & trace เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

รวมถึงเป็นฐานข้อมูลภาคการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน และรวดเร็ว เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทั้งภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย และ

(4) สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจและแรงงานให้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ หรือถ้าธุรกิจ หรือแรงงาน จำเป็นต้องออกจากภาคการท่องเที่ยว ต้องมีกลไกที่เอื้อให้เกิดการปรับตัวไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ต่อไป เพื่อดูแลไม่ให้สูญเสียทรัพยากรมากจนเกินไป ทั้งการสนับสนุนด้านเงินทุน การปรับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และการ Up-skilled Reskilled แรงงาน เป็นต้น

• ประชาชน มีส่วนสำคัญในการรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสมบูรณ์น่าท่องเที่ยว และช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ดีให้กับผู้มาเยือน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการระบาดของโควิดถือเป็นการ Set zero ภาคการท่องเที่ยวไทย การฟื้นตัวในระยะถัดไปจะยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการเลือกทางเดินที่จะออกจากวิกฤตครั้งนี้ ทางเดินใหม่แม้จะไม่ง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวไทยกลับมาเติบโตได้ในฟ้าหลังฝนที่สดใสกว่าในอดีต

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย