Home Economy เจาะลึก Food Traceability โจทย์ท้าทายธุรกิจเกษตร-อาหารไทย

เจาะลึก Food Traceability โจทย์ท้าทายธุรกิจเกษตร-อาหารไทย

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เผยเทรนด์ Food Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร) จะเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจเกษตรและอาหารไทยในยุคหลัง COVID-19  แนะ 4 กลุ่มหลัก “สินค้าปศุสัตว์ ประมง อาหารสัตว์ และสินค้าผักและผลไม้ ”  ต้องเร่งดำเนินการเรื่อง Traceability อย่างจริงจัง เพราะสินค้าดังกล่าวถูกจับตาในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในสินค้า และเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับอาหารค่อนข้างมาก

เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้เปิดเผยรายงานวิจัยฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 เรื่องจับเทรนด์อาหารโลกหมุน Food Traceability โอกาสหรือความท้าทายอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทย โดยคณะผู้จัดทำ นำโดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Global Business Development and Strategy พร้อม 2 นักวิเคราะห์วิจัยด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม อภินันทร์ สู่ประเสริฐ และปราโมทย์ วัฒนานุสาร  โดยรายงานดังกล่าวประเมินว่า ความท้าทายดังกล่าวจะมาในรูปแบบของมาตรฐานและกฎระเบียบทางการค้าใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งอาจป็นอุปสรรคทางการค้าสำหรับผู้ส่งออกไทยในระยะข้างหน้า อาทิ นโยบาย Farm to Fork ของสหภาพยุโรป ที่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตจากฟาร์ม ไปจนถึงมือผู้บริโภค

ทั้งนี้จะต้องมีการพัฒนาระบบการผลิตและขนส่งอาหารที่มีความโปร่งใส ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าอาหารโดยการบังคับติดฉลาก เพื่อแสดงข้อมูลสินค้า เช่น โภชนาการ แหล่งที่มา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ หรือมาตรฐานเพิ่มเติมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา ที่จะทำให้การตรวจสอบย้อนกลับของแหล่งที่มาอาหารจากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเอกสาร มาเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ต้องเร่งดำเนินการเรื่อง Traceability อย่างจริงจังมี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ ประมง อาหารสัตว์ และสินค้าผักและผลไม้ โดยสินค้าเหล่านี้มักถูกจับตาในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในสินค้า และยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับอาหารค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ในระยะหลัง คู่ค้าสำคัญอย่างจีนก็เข้มงวดในมาตรการด้านสุขอนามัยในสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ทั้งนี้ สินค้า 4 กลุ่มหลักมีมูลค่าการส่งออกรวมกันถึง 159,000 ล้านบาท ต่อ ปี หรือ 16% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยซึ่งอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี

Krungthai COMPASS แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรเร่งจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบดิจิทัล เพื่อช่วยให้การตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรและอาหารทำได้ง่ายขึ้น โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น RFID, IoT,QR Code, Blockchain เพื่อบันทึกข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งการสร้าง Partners ที่เกื้อหนุนกันทั้ง Ecosystem ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบย้อนกลับอาหาร รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่ให้การรับรองมาตรฐาน และให้คำปรึกษาด้านมาตรฐานอาหาร

Krungthai COMPASS ระบุว่า เทรนด์ Food Traceability จะเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจอาหารไทยในระยะข้างหน้า เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร ( Food Safety)มากขึ้น และประเด็นด้านสุขภาพและสวัสดิภาพแรงงาน (Labor Welfare) รวมทั้งการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ขณะเดียวกันเทคโนโลยียังเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ทำให้ระบบ Traceability มีความก้าวหน้ามากขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการระบาดของ COVID-19 ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคอยากรู้ที่มาที่ไปของอาหาร

Food Traceability คืออะไร

Food Traceability หมายถึง ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและติดตามอาหาร และส่วนประกอบต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตอาหาร โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ กระบวนการแปรรูป จนถึงการกระจายผลิตภัณฑ์อาหารสู่ผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้ามีมาตรฐานและความปลอดภัย (รูปที่ 1) โดยหัวใจของ Food Traceability คือ การบันทึกข้อมูลห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบของเอกสาร หรือการบันทึกข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

เผย 5 ปัจจัยเด่นทำให้เทรนด์อาหารโลกมุ่งสู่ Food Traceability

ทั้งนี้ในรายงานฉบับดังกล่าวได้อธิบายปัจจัยสำคัญที่มีผลทำให้เทรนด์อาหารโลกเข้าสู่ Food Traceability ประกอบด้วย  ข้อแรก คือ ช่วยตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ Food Safety มากขึ้นผู้บริโภคยังใส่ใจสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของอาหาร จึงให้ความสำคัญกับข้อมูลของสินค้ามากขึ้น รวมทั้งอยากทราบที่มาที่ไปของอาหาร โดยจากข้อมูลของ Tetra Pak Index 2020 ชี้ว่า 68% ของผู้บริโภคมีความกังวลเรื่อง Food Safety

ขณะที่รายงานของบริษัท Zebra Technologies ชี้ว่า 70%ของผู้บริโภคต้องการทราบที่มาที่ไปของอาหาร เช่นเดียวกับรายงานที่ชื่อ Focuson brand trust ของ IBM ที่พบว่า 20% ของผู้บริโภคพร้อมที่จะเปลี่ยนไปชื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่น หากพบว่าสินค้าดังกล่าวมีประเด็นด้านความปลอดภัยทางอาหาร ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาผู้บริโภคจะมีความภักดี (Brand Loyalty) ต่อผู้ผลิตรายเดิมก็ตาม รวมทั้งต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มากขึ้นก่อนที่จะซื้อ

ขณะที่การจัดอันดับ Food Quality and Safety ของ The Economist Intelligence Unit (EIU)ชี้ว่า ไทยยังมีคะแนนด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารต่ำกว่าประเทศคู่ค้าหลัก อย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป โดยไทยมีคะแนนอยู่ที่ 59.5 คะแนน ขณะที่สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปมีคะแนนอยู่ที่94.3 และ 87.0 ตามลำดับ ทำให้ในอนาคตคู่ค้าหลักของไทยอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหารอยู่แล้ว ยิ่งใช้เป็นข้ออ้างในการเพิ่มความเข้มงวดสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารที่นำเข้าจากไทยมากขึ้น

ข้อสอง-การตรวจสอบย้อนกลับแรงงานผิดกฎหมาย ยังมีการนำมาเป็นหนึ่งในเหตุผลของการกีดกันทางการค้า ประเด็นด้านแรงงานยังได้นำมาใช้กีดกันทางการค้า ยกตัวอย่างเช่น ห้างเทสโก้ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ก็เริ่มใช้มาตรฐานด้านแรงงานที่เข้มข้นขึ้นกับคู่ค้า โดยเฉพาะสินค้าประมง เช่น กุ้ง ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกกุ้งต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า เลี้ยงโดยไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย นอกจากนั้นหน่วยงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and BorderProtection หรือ (BP) ประกาศมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากบริษัท Dalian Ocean Fishing Co, Ltd. ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการประมงที่ตั้งอยู่ในเมืองต้าเหลียนทางตอนเหนือของจีน เนื่องจากตรวจพบหลักฐานอย่างน้อย11 รายการ ที่บ่งชี้ว่าบริษัทดังกล่าวใช้แรงงานบังคับในกิจการเรือประมง เช่นการทำร้ายร่างกายลูกเรือ การยึดเงินค่าจ้างแรงงาน รวมถึงสภาพความเป็นอยู่บนเรือประมงที่ไม่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับแรงงานชาวอินโดนีเชียที่ทำงานบนเรือประมงของบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ คำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าในครั้งนี้เป็นความพยายามล่าสุดของสหรัฐอเมริกา ในการตอบโต้การใช้แรงงานบังคับในอุตสาหกรรมการประมง

ขณะที่สินค้าประมงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยก็มักถูกมองว่ามีปัญหาด้านแรงงานมาต่อเนื่อง ไทยจึงควรเร่งยกระดับการจัดเก็บข้อมูลและสร้างมาตรฐานการทำประมงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เห็นได้จากล่าสุดกระทรวงการต่างประทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ 2021(TIP Report 2021) โดยปรับสถานะของไทยไปอยู่ใน Tier 2 Watch List แย่กว่าในปี 2017-2020 ที่อยู่ในระดับ Tier 2

ทั้งนี้รายงานดังกล่าวระบุว่าไทยยังมีการแก้ไขแรงงานบังคับในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่มีประสิทธิภาพรวมทั้งยังมีรายงานและการตรวจสอบจำนวนมากที่กล่าวถึงไทยในเรื่องการละเมิดแรงงาน และการค้ามนุษย์ในแรงงานข้ามชาติ อีกทั้งยังขาดขั้นตอนมาตรฐานในการส่งต่อรายงานไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประมงที่ต้องพึ่งพาแรงงานในสัดส่วนที่สูง และในอนาคตอาจถูกหยิบยกมาใช้เพื่อกีดกันทางการค้า ซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขันจากต้นทุนด้านแรงงานที่สูง

ข้อสาม-เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการทราบว่าอาหารที่รับประทานส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ แต่ตระหนักและให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทำให้ผู้ผลิตจะต้องแสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่า ตั้งแต่กระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูก/เลี้ยง ไปจนกระทั่งสินค้าถูกแปรรูปไปถึงมือผู้บริโภค มีการใช้ทรัพยากรในแต่ละกระบวนการผลิตมากน้อยเพียงใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจากข้อมูลการสำรวจของ Innova Market Insight ชี้ว่า ผู้บริโภค 3 ใน 4 ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และ 53% ของผู้บริโภคคาดหวังว่าในกระบวนการผลิตอาหารจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งผู้บริโภคกว่า 35% ตระหนักถึงการลดการปล่อยก๊าซ CO,ในกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ การตรวจสอบย้อนกลับจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วยจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อแสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าผู้ผลิตรายนั้นๆ ได้ใส่ใจต่อการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะสินค้าอาหารปศุสัตว์และประมง ที่มักถูกโจมตีในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมโดยจากผลการศึกษาของ Our World in Data ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 31% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกของการผลิตอาหารของโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการเลี้ยงสัตว์ การกำจัดของเสียจากสัตว์อย่างผิดวิธี รวมไปถึงมลพิษที่เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิงของเรือประมง

ข้อสี่-เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ทำให้ระบบ Food Traceability มีความก้าวหน้ามากขึ้นเทคโนโลยีระบบตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปจนถึงผู้บริโภค โดยจากข้อมูลของ Allied Market Research ประเมินว่า ตลาดเทคโนโลยี Food Traceability ของโลกในปี 2025 จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 22,274 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.3% โดยผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จะมีสัดส่วนการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับมากที่สุดคิดเป็น 46% ของมูลค่าตลาดเทคโนโลยี Food Traceability ของโลก รองลงมา คือ ผักและผลไม้สด คิดเป็นสัดส่วน 23% ตามลำดับ ที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม และอาหารทะเล

สำหรับตัวอย่างเทคโนโลยีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือ เทคโนโลยีการระบุด้วยคลื่นวิทยุ หรือ RFID (Radio Frequency Identification) ที่ใช้ไมโครชิปเก็บรหัสข้อมูลสินค้าแทนรหัสแท่ง (Barcode) แบบเดิม ซึ่งไมโครชิปนอกจากเก็บข้อมูลได้มากกว่าแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้ และปลอมแปลงได้ยากกว่า

 กระทั่งในปัจจุบันระบบตรวจสอบย้อนกลับได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การสแกน (QR Code) ที่ติดบนผลิตภัณฑ์ ด้วยโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูปและโปรแกรม QR Code Reader ซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต เช่น ข้อมูลแหล่งผลิตฟาร์ม/เพาะเลี้ยง ข้อมูลชนิดพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ ข้อมูลการใช้อาหารสัตว์ ข้อมูลการแปรรูปในกระบวนการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่แหล่งผลิต ไปจนถึงสินค้าถึงมือผู้บริโภค รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพในทุกกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาผู้ประกอบการในต่างประเทศน่าสนใจ ที่ใช้เทคโนโลยีระบบตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับของอาหาร ได้แก่ BeefChain บริษัทสตาร์ทอัพจากรัฐไวโอมิง ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาระบบตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับของอาหาร ตั้งแต่แหล่งผลิตจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อ ด้วยการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเก็บข้อมูลแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์เนื้อที่วางจำหน่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง และคัดสรรเนื้อวัวที่มีคุณภาพ (รูปที่ 8) อีกทั้งในกรณีที่มีการระบาดของโรคในสัตว์ Beef chain ยังช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการติดตามสต็อกที่ติดเชื้อ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของอาหาร

ทั้งนี้ จุดเด่นของเทคโนโลยีบล็อกเชน คือ ข้อมูลที่ได้รับการบันทึกในระบบแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของข้อมูลมากกว่าการบันทึกข้อมูลแบบปกติ นอกจากนี้ Beef chain ยังได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ในการเป็นผู้ตรวจสอบการผลิตเนื้อวัว (Process Veri fied Program) โดยถือเป็นบริษัทด้านบล็อกเชนแห่งแรกที่ได้การรับรองจาก USDA โดยจากข้อมูลตลาดห่วงโซ่การผลิตที่มีความโปร่งใส อีกทั้งช่วยตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับการใช้ทรัพยากรในแต่ละกระบวนการผลิตได้

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่  Walmart บริษัทยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของโลกในสหรัฐอเมริกา ได้นำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการติดตามการขนส่งกุ้งมาจากประเทศคู่ค้าอย่างอินเดีย โดยใช้แพลตฟอร์ม IBM Food Trust ทำงานร่วมกับบริษัทสัญชาติอินเดีย อย่าง Sandhya Aqua เพื่อบริหารจัดการกับระบบสต็อกสินค้า และการจัดเก็บอาหารทะเล นอกจากนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่ากุ้งนั้นส่งมาจากที่ไหน ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าทางการเกษตรของอินเดีย

ข้อห้า-ผลจากการระบาดของ Covid-19 เป็นปัจจัยเร่งให้ผู้บริโภคกังวลในการบริโภคอาหาร การระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคมีความกังวลต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของอาหารเพิ่มสูงขึ้น โดยจากข้อมูลของ Food and Health Survey 2020 ของ International Food Information Council ชี้ว่าผู้บริโภคถึง 22% ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหาร จากการปนเปื้อนของ COVID-19 มากที่สุด

ทั้งนี้ พฤติกรรมดังกล่าวน่าจะยังคงอยู่หลังการแพร่ระบาดของโควิด นอกจากนี้การระบาดของ COVID-19 จะยิ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดมาตรฐานอาหารใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์วิถีปกติใหม่ของผู้บริโภคในด้านสุขอนามัย ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรองรับกับความเข้มงวดด้านสุขอนามัย

ตัวอย่างประเทศที่มีปัญหาการปนเปื้อน COVID-19 ในอาหาร ได้แก่ ในปี 2020 ประเทศจีนพบไก่แช่แข็งนำเข้าจากบราซิล รวมทั้งกุ้งแช่แข็งนำเข้าจากเอกวาดอร์ ปนเปื้อนโควิด-19 ทำให้จีนสั่งระงับการนำเข้ากุ้งจากผู้ผลิต 3 รายของเอกวาดอร์ รวมทั้งเพิ่มการตรวจสอบอย่างเข้มงวดกับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เนื้อสัตว์และอาหารทะเล

ไทยกับการใช้เทคโนโลยี Food Traceability

ในประเทศไทยมีการใช้เทคโนโลยีในการช่วยตรวจสอบย้อนกลับในธุรกิจเกษตรและอาหารแล้ว ยกตัวอย่างกรณีภาครัฐที่ได้เริ่มนำร่อง Blockchain มาใช้กับข้าวอินทรีย์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าข้าวอินทรีย์ ใครเป็นผู้ผลิต เพาะปลูกจากที่ไหน ได้รับการรับรองมาตรฐานใด จากหน่วยงานไหน และจะเชื่อมโยงไปจนถึงสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นระยะต่อไปที่จะต่อยอดในการดำเนินการ เพื่อให้เข้ามาเป็นตัวกลางการรับจ่ายเงิน รวมทั้งประยุกต์ใช้กับสินค้าเกษตรอื่นได้ในอนาคต โดยหลักการทำงานจะใช้งานผ่านระบบ TraceThai.com

สำหรับตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์บน Blockchain กับผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ โดยมีบันทึกข้อมูลตามกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีการจัดเก็บข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น วัตถุดิบและผลผลิตที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Certificate) ที่ได้รับจากหน่วยงานรับรองมาตรฐาน (Certification Body: CB) เป็นผู้ให้การรับรอง รวมทั้งออกแบบระบบให้รักษาความลับทางการค้าและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้ (รูปที่ 10) นอกจากนี้การนำ Blockchain มาใช้ช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกได้มากขึ้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าของไทย ช่วยลดปัญหาการถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อ การปลอมปนสินค้า และการถูกสวมสิทธิใบอนุญาต

ส่วนผู้ซื้อ สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้าวอินทรีย์ได้ เนื่องจากสินค้าข้าวอินทรีย์มีการติด QR Code และสัญลักษณ์TraceThai.com บนบรรจุภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้บริโภคหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถสแกน QR Code หรือตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้จากเลขล็อตการผลิตบนฉลากสินค้ากับเว็บไซต์ได้ หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น หากมีการตรวจสอบพบว่าไม่ใช่ข้าวอินทรีย์จริง ก็สามารถยกเลิกคำสั่งซื้อข้าวเป็นล็อตๆ ได้ ไม่ใช่ยกเลิกคำสั่งซื้อทั้งหมด (รูปที่ 11)

หมายเหตุ: บทวิจัยนี้นำเสนอเป็น 2 ตอนต่อเนื่อง โปรดติดตามตอน 2 ไทยกับเทรนด์ Food Traceability

…………………………