Home Business อุตสาหกรรมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยสดใส จ่อขึ้นแท่นผู้นำอันดับ 3 ของโลกในปี 2565

อุตสาหกรรมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยสดใส จ่อขึ้นแท่นผู้นำอันดับ 3 ของโลกในปี 2565

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ อุตสาหกรรมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ามูลค่าการส่งออกในปี พ.ศ.2565 สามารถแตะระดับ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ เติบโต 23% ขึ้นเป็นผู้นำส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับที่ 3 ของโลก แนะผู้ประกอบการไทยเร่งสร้างแบรนด์ไทย และรุกตลาดกลุ่มพรีเมียม เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกที่รุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ชาวอเมริกันเลี้ยงสัตว์เพิ่มกว่า 11 ล้านตัว (รายงานโดยAmerican Pet Products Association (APPA)เช่นเดียวกันกับ ชาวสหราชอาณาจักร ที่มีการเลี้ยงสัตว์เพิ่มกว่า 3.2 ล้านตัว (รายงานโดย Pet Food Manufacturers Association (PFMA) จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นผู้นำการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 4 ของโลก หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9.4% ( ข้อมูลปี พ.ศ. 2563, Trade map) ของมูลค่าตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโลก รองจากเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ได้รับอานิสงส์จากโควิด-19 เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการของไทยมีข้อได้เปรียบคู่แข่งจากปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ

ไทยได้เปรียบคู่แข่งด้านภาษี FTA

ไม่ว่าจะเป็น ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่เป็นผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมเกษตรและประมง เช่น แป้ง ธัญพืช และเศษอาหารทะเล อีกทั้งผู้ประกอบการไทยยังมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตที่บางส่วนสามารถต่อยอดจากการผลิตอาหาร โดยเฉพาะการผลิตปลาทูน่ากระป๋อง ตลอดจนต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ ที่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และไทยยังได้เปรียบด้านภาษีจากการมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญบางประเทศ ( ปัจจุบันได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยทุกรายการ จำนวน 15 ประเทศ ข้อมูลปี พ.ศ.2563, Trade map ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) เช่น อาเซียน ญี่ปุ่น อินเดีย โดยรวมคิดเป็น 47% (ข้อมูลเมื่อเดือน มกราคม-ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดยกระทรวงพาณิชย์) ของมูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยทั้งหมด

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังเห็นโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปีพ.ศ. 2565 สามารถแตะระดับ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวราว 20% ชะลอตัวเล็กน้อยจากปี พ.ศ. 2564 ที่คาดว่าจะโต 23% ขึ้นเป็นผู้นำส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับที่ 3 ของโลก เป็นผลมาจากอุปสงค์จากต่างประเทศที่ยังขยายตัว โดยเฉพาะจากตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงหลักของไทย คือ สหรัฐอเมริกา และอาเซียน ที่มีแนวโน้มความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในระยะข้างหน้าคาดว่า ไทยยังคงสามารถครองส่วนแบ่งหลักของตลาดต่อไปได้

อินเดีย ตลาดใหม่มาแรง

ขณะที่ญี่ปุ่น แม้แนวโน้มจำนวนสัตว์เลี้ยงจะลดลง แต่มีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาต่อหน่วยเพิ่มสูงขึ้นแทน นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ที่น่าสนใจคือ อินเดีย ซึ่งสัดส่วนการส่งออกไปอินเดียเทียบกับตลาดส่งออกหลักของไทยยังไม่มากนัก แต่ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอินเดียมีความต้องการอาหารสัตว์ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มมากขึ้น แต่กำลังการผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ (Omicron) ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน คาดว่ายังคงเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และในระยะข้างหน้า ยังมีปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต คือ
การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร และพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีจำนวนผู้สูงอายุและคนโสดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสังคมในปัจจุบันมีขนาดครอบครัวที่เล็กลง ทำให้คนเลี้ยงสัตว์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีธุรกิจที่เติบโตสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันคือ ธุรกิจส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ( หมายถึงอาหารสัตว์เลี้ยงเฉพาะอาหารสำหรับสุนัข และแมว ที่จัดทำขึ้นเพื่อการขายปลีก เช่น ปลาบรรจุภาชนะอัดลม เป็นต้น) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากโควิด-19 ที่มาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกอย่างชัดเจน (New Normal) ทำให้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านมากขึ้น อาจก่อให้เกิดความเครียด และความเหงาตามมา การเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นเพื่อนจึงได้รับความนิยมมาก

นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกของครอบครัว (Pet Humanization) มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง และพร้อมจะเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาสูง เพื่อสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงจะยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่มองว่าผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต และการขนส่งสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้น

จับตาเวียดนามคู่แข่งมาแรง

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องของคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ที่แม้ยังมีส่วนแบ่งการตลาดไม่มากนัก ราว 1% ของมูลค่าตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโลก แต่ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด (อัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของเวียดนาม ปี 2563 ประมาณ 110% , Trade map) ซึ่งเวียดนามได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย อีกทั้งการจะขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 1 ของโลก หรือเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ไทยจำเป็นจะต้องสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของตัวเองให้มากขึ้น เนื่องจากประเทศคู่แข่งที่สำคัญ เช่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จะส่งออกแบรนด์ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยงในไทยกว่า 80% รับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์ชั้นนำ เพื่อขายในตลาดโลก ขณะที่ผลิตภายใต้แบรนด์ไทยมีเพียงแค่ 20%เท่านั้น

ไม่เพียงเท่านี้ ในระยะข้างหน้า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ตลาดนำเข้าหลักทั่วโลกจะมุ่งให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบ หรือการกำหนดมาตรฐานการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องตระหนัก และเตรียมการรับมือ ด้วยการพัฒนาและปรับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำ จนถึงผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงการทำการตลาด เพื่อตอบโจทย์ประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็น การลดการปล่อยคาร์บอน, มีเทน รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เป็นต้น

แนะผู้ประกอบการไทยเร่งสร้างแบรนด์

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรเร่งสร้างแบรนด์ของตัวเองให้มากขึ้น และส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก โดยอาศัยชื่อเสียงเรื่องคุณภาพสินค้าที่ได้การยอมรับในระดับสากล ตลอดจนใช้องค์ความรู้จากการเป็นฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์ดังจากต่างประเทศให้เป็นประโยชน์ และควรมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มสินค้าพรีเมียม เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่หลากหลาย และมีคุณภาพสูงขึ้น เช่น การเพิ่มการผลิตขนมและของขบเคี้ยวของสัตว์เลี้ยง รวมทั้งอาหารที่ใช้วัตถุดิบ Human-grade ให้มากขึ้น

รวมถึงศึกษาพฤติกรรมและความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่นนิยมอาหารสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กและสัตว์เลี้ยงสูงวัย ขณะที่อินเดียต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงออร์แกนิค ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อวัว เป็นต้น หรือแม้แต่การพัฒนาสูตรอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพอนามัยของสัตว์เลี้ยง เนื่องจากปัจจุบันเจ้าของสัตว์เลี้ยงใส่ใจต่อสุขภาพสัตว์มากขึ้น และสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มอายุยืน อาจทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา จึงต้องการอาหารที่มีคุณสมบัติเฉพาะ เช่น อาหารแคลอรี่ต่ำ สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีน้ำหนักเกิน อาหารสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสำหรับรักษาโรคเฉพาะทาง วิตามินเพื่อสุขภาพ และอาหารเชิงบำบัด ที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยง

ปัจจุบันในต่างประเทศเริ่มมีการทดลองผลิตอาหารและวิตามินที่มีส่วนผสมของ CBD หรือกัญชง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของไทยหลังจากได้ปลดล็อคการใช้กัญชงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถศึกษาวัตถุดิบสำหรับคิดค้นสูตรอาหารสัตว์เลี้ยงใหม่ๆ ได้ต่อไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยรายใหญ่หลายราย ทั้งในและนอกอุตสาหกรรมอาหาร ได้เริ่มสร้างแบรนด์เพื่อเจาะตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มพรีเมียมไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาและยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน สามารถสร้างแบรนด์ไทย รวมทั้งรุกตลาดกลุ่มพรีเมียมได้สำเร็จ ก็น่าจะทำให้ไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างต่อเนื่อง