Home Economy หอการค้าไทย-สภาอุตสาหกรรมฯ ผ่าทางตัน เสนอ 4+6 มาตรการคุมโควิด แต่ไม่ปิดโรงงาน

หอการค้าไทย-สภาอุตสาหกรรมฯ ผ่าทางตัน เสนอ 4+6 มาตรการคุมโควิด แต่ไม่ปิดโรงงาน

สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ส่งแรงกระเพื่อมทุกภาคส่วนของประเทศไทยในขณะนี้ ล่าสุดเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 ตัวแทนของหน่วยงานภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม “ หอการค้าสภาหอการค้าไทยสภาอุตสาหกรรมฯนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์” นำเสนอแนวทางควบคุมโควิดภาคอุตสาหกรรม ป้องกันภาคการผลิตสะดุด  สภาอุตสาหกรรมฯชูคอนเซ็ปต์ “ติดโควิดไม่ต้องปิดโรงงาน” ขณะที่หอการค้าและสภาหอการค้าไทยเสนอ 6 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาแรงงานไทย-ต่างชาติ

ส.อ.ท.เสนอ 4 แนวทางคุมโควิดภาคอุตสาหกรรม ป้องกันภาคการผลิตสะดุด

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งส.อ.ท.ประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุพันธุ์ มงคลสุธี เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤติ และส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนของประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเกิดการติดเชื้อในโรงงานเป็นจำนวนมากเช่นกัน สภาอุตสาหกรรมฯ ในฐานะองค์กรหลักภาคเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ได้จัดทำ “มาตรการควบคุมโควิดในภาคอุตสาหกรรม” เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต และอาการรุนแรง พร้อมรักษากำลังการผลิตให้มากที่สุด ซึ่งโรงงานที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง จะไม่ถูกปิด หากยังสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่แพร่กระจายเชื้อสู่ภายนอก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ติดโควิดไม่ต้องปิดโรงงาน” แบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้ คือ

ข้อแรก มาตรการ Bubble and Seal สำหรับภาคอุตสาหกรรม ต้องมีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเป็นไปในแนวทางเดียวกันทุกพื้นที่ โดยให้สุ่มตรวจหาผู้ติดเชื้อด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) สม่ำเสมอ 10% ของจำนวนพนักงาน ทุก 14 วัน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย และให้พนักงานผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำสามารถกลับเข้ามาทำงานใน Bubble ในโรงงานตามปกติ

ข้อสอง ถานประกอบการที่มีพนักงาน 300 คนขึ้นไป เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้ง Factory Quarantine และ Factory Accommodation Isolationโดยให้มีจำนวนเตียงไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนพนักงาน และเสนอให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งโรงพยาบาลแม่ข่ายในแต่ละพื้นที่ประกันสังคม เพื่อให้บริการโรงงานในพื้นที่ ณ จุดเดียว ตั้งแต่การตรวจหาเชื้อไปจนถึงส่งต่อผู้ป่วยเข้าไปในระบบการรักษา เพื่อลดขั้นตอนในการหาโรงพยาบาล

ข้อสาม สำหรับสถานประกอบการที่มีพนักงานต่ำกว่า 300 คน ขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมจัดตั้ง Community Quarantine (CQ), Community Isolation (CI) (ศูนย์พักคอยและแยกกักตัว) ให้เพียงพอกับแรงงาน โดยให้มีจำนวนเตียงไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนพนักงานในพื้นที่ จัดสรรวัคซีนเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต โดยจัดสรรตามลำดับความสำคัญทางสาธารณสุข การป้องกันโรค และเศรษฐกิจใน 3 กลุ่มคือ กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่อายุ 40-59 ปี กลุ่มพนักงานในสถานประกอบการที่มีติดเชื้อมากกว่า 50% จนต้องปิดกิจการ และกลุ่มพนักงานในอุตสาหกรรมสำคัญยิ่งยวด

หอการค้าฯ เสนอ 6 มาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาแรงงานไทย-ต่างชาติ

รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาเป็นเวลานาน และมีสถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 คน/วัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศจากการล็อกดาวน์ รวมถึงผลจากการระลอกที่ 3 และระลอกที่ 4 จากเดือน มกราคม-สิงหาคม พ.ศ. 2564 จะมีมูลค่าประมาณ 8 แสน ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากประเทศไทยต้องมีการขยายการล็อกดาวน์ต่อไป อาจส่งผลกระทบเกิน 1 ล้านล้านบาท สำหรับปีนี้ ซึ่งจะทำให้ GDP ปี 64 มีโอกาสติดลบ -1.5 ถึง 0%

ทั้งนี้ แม้กระทรวงแรงงานจะมีมาตรการเยียวยาดูแลประชาชน ผู้ประกันตน และสถานประกอบการอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ถึงการดูแลทั้งแรงงานไทย และแรงงานต่างชาติ ในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ประกอบการโรงงานทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ผู้ประกอบการโรงงาน ต้องยอมรับว่าเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทั้งภาคการส่งออก ภาคการผลิต การแปรรูปสินค้าวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งยังได้รับการจัดการที่ล่าช้าโดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอมาตรการด้านแรงงานในสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันเป็นการเร่งด่วน 6 มาตรการ ดังนี้

1. มาตรการเร่งรัดการจัดสรรวัคซีนให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่สีแดง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปในจังหวัดใกล้เคียง และควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้มีจำนวนสูงมากไปกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน

“ปัญหาเรื่องวัคซีนเป็นประเด็นใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มแรงงานได้รับการจัดสรรวัคซีนแค่ 2.5 ล้านโดสเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อแรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทย ทั้งแรงงานในระบบ และนอกระบบ คนไทย และคนต่างชาติ แค่แรงงานในมาตรา 33 ก็มีถึง 11 ล้านคนแล้ว จึงมีความกังวลว่าภาคการผลิตทั้งในประเทศ และการส่งออกจะได้รับผลกระทบหากแรงงานติดเชื้อโควิด-19 จนส่งผลให้การทำงานหยุดชะงัก ดังนั้นขอให้ภาครัฐ และกระทรวงสาธารณสุข จัดสรรวัคซีนในจำนวนที่เพียงพอต่อจำนวนแรงงาน เพื่อลดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วที่มักเกิดในโรงงานต่างๆ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และเป้าหมายการเปิดประเทศใน 120 วัน ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนี้ การท่องเที่ยวจะกลับมาให้บริการได้นั้น แรงงานภาคบริการในหลายๆ จังหวัดนอกเหนือจากจังหวัดภูเก็ต มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเช่นกัน” นายพจน์ กล่าว

2. สนับสนุนโครงการ Factory Sandbox อย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่งขับเคลื่อนจับคู่ระหว่างสถานประกอบกิจการ โรงพยาบาล และภาครัฐในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “ตรวจ รักษา ควบคุม ดูแล” ซึ่งมีการนำร่องแล้วในจังหวัดสมุทรสาคร

3. เร่งรัดการจัดหาเตียงสำหรับผู้ประกันตน และในกลุ่มแรงงานที่ติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะเตียงสีเหลือง และเตียงสีแดง เพื่อรองรับผู้ป่วยอาการหนัก

4. จัดสรรวัคซีนให้เข้าถึงกลุ่มแรงงานทุกภาคส่วน ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ประกันตนมาตรา 33 เช่น แรงงานต่างชาติที่อยู่นอกระบบ หรือเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายมีจำนวนกว่า 1 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีน รวมทั้งแรงงานกลุ่มที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลง และยังไม่ได้ต่ออายุ

5. ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้ผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ จำนวน 1.3 ล้านคน ให้สามารถทำงานต่อในราชอาณาจักรไทยได้นั้น จึงขอให้เร่งดำเนินการจัดสรรวัคซีน และจับคู่งานกับนายจ้าง (Matching) เพื่อให้เข้าสู่ระบบโดยเร็ว

6. จัดตั้ง Team Thailand เพื่อศึกษาแนวทางการนำเข้า และบริหารจัดการแรงงานต่างชาติใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจำนวน 500,000 คน และศึกษาแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างชาติ MOU แบบบูรณาการ ตามมาตรการของสาธารณสุข

ด้านนายผณิศวร ชำนาญเวช รองประธานคณะกรรมการแรงงาน และพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้มีการดำเนินโครงการนำร่อง Factory Sandbox ที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นแห่งแรก ซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดง และมีโรงงานตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก

โดยขณะนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือกับทั้ง 15 บริษัท ในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “ตรวจ รักษา ควบคุม ดูแล” คือจะทำการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในโรงงานที่มีพนักงานจำนวน 500 คนขึ้นไป โดยหากพบเชื้อจะทำการรักษาแบ่งเป็น 3 ระดับตามอาการ คือสีเขียว สีเหลือง และสีแดง นอกจากนี้จะมีการป้องกัน และควบคุมโรคโดยการทำ Bubble and Seal ถ้าไม่พบเชื้อแล้วจะจัดกลุ่มตามความเสี่ยง และประเมินความเสี่ยงของพนักงานทุกวัน

รวมทั้งจะมีการสุ่มตรวจด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kid (ATK) ทุก 7 วัน สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะให้ทำการแยกกักตัว และจัดให้มี Factory Quarantine โดยจะประเมินความเสี่ยงของพนักงานทุกวันเช่นกัน และจัดกลุ่มให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงทำงานด้วยกัน (Bubble) ส่วนการดูแลสถานประกอบการ จะต้องฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคเรื้อรัง สตรีตั้งครรภ์ และอื่นๆ เพื่อที่โรงงานนั้นๆ จะได้ใบรับรอง “โรงงานสีฟ้า”

“หลังจากนี้ หากโครงการประสบความสำเร็จ จะมีการนำโมเดลนี้ไปใช้ในจังหวัดที่มีโรงงานตั้งอยู่จำนวนมากต่อไป อย่างไรก็ตามอยากให้ทางกระทรวงแรงงานจัดทำแบบแผนเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันได้” นายผณิศวร กล่าว

นักวิชาการแนะรัฐเตรียมงบเยียวยาอีก 3 แสนล้าน หากต้องล็อกดาวน์ถึงสิ้นปี

ทางด้านนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรเดินหน้าคลายล็อกดาวน์ทุกพื้นที่ในบางกิจกรรม หากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่ำกว่าผู้ได้รับการรักษาหายป่วยมากพอ และสามารถทำให้ผู้ป่วยที่ต้องรักษาในระบบสาธารณสุขลดลงมาเหลือต่ำกว่า 100,000 ราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 200,339 ราย

จากระบบสาธารณสุข ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ควรต้องจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลของรัฐตามความเสี่ยงของประชากรที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลต่างๆ นั่นคือ ผู้ให้บริการในพื้นที่เสี่ยงสูง และต้องดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงสูง ควรจะเหมาจ่ายต่อหัวสูงกว่าผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลที่ดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ไม่ควรกำหนดการเหมาจ่ายแบบคงที่ทั่วทั้งประเทศ

“หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องขยายล็อกดาวน์ เพราะตัวเลขติดเชื้อไม่ลดลง และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น และต้องล็อกดาวน์ไปอีกอย่างน้อยจนถึงปลายปี ในขณะที่รอฉีดวัคซีนอยู่นั้น รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณจ่ายเยียวยาให้ภาคธุรกิจและประชาชนเพิ่มเติม และควรประกาศล่วงหน้า และเยียวยาทันทีก่อนสั่งปิดพื้นที่หรือกิจกรรม เพื่อไม่ให้ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจรุนแรงไปกว่าระดับวิกฤติในขณะนี้ โดยควรเตรียมเงินงบประมาณไม่ต่ำกว่าอีก 300,000 ล้านบาท หากต้องล็อกดาวน์ถึงปลายปี” นายอนุสรณ์ กล่าว

อีกทั้งมีความเห็นด้วยว่า การคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศอย่างมียุทธศาสตร์นั้น ต้องเริ่มต้นอยู่บนพื้นฐานของการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศและโลกได้อย่างถูกต้อง ด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นวิทยาศาสตร์ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและศรัทธาต่อข้อมูลข่าวสารและระบบการสื่อสารโดยภาครัฐ อย่าปิดกั้นความเห็นต่างที่สร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ หรือมองเพื่อนร่วมชาติด้วยสายตาหวาดระแวง

รัฐบาลต้องศึกษาบทเรียนจากความล้มเหลวจากการคลายล็อกดาวน์ในสองครั้งที่ผ่านมาว่าเกิดจากปัจจัยอะไร และเร่งแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำรอยอีก การเปิดพื้นที่และการเปิดบางกิจกรรมต้องกำหนดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องผ่านการฉีดวัคซีน มีผลการตรวจเชื้อ ในบางกิจกรรมรัฐต้องจัดให้มีการสนับสนุนการตรวจหาเชื้อด้วย ไม่ควรผลักภาระให้เอกชนต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียว

โดยเฉพาะกิจการ SME ที่มีการจ้างงานในระบบมากกว่า 12 ล้านคน ครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบริษัท ควรมีการสนับสนุนโดยงบประมาณของรัฐบางส่วน ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ถึงใหญ่มากประมาณเพียงไม่กี่พันบริษัท มีความสามารถประคับประคองตัวเองได้ และมีงบประมาณมากพอในการดูแลให้การดำเนินการต่าง ๆ ของกิจการเป็นไปตามมาตรฐานทางด้านสาธารณสุขอยู่แล้ว แต่รัฐต้องคลายล็อกให้บริษัทเหล่านี้ประกอบกิจการ หรือธุรกิจได้ โดยกำหนดเงื่อนไขทางด้านสาธารณสุขเอาไว้

พร้อมกันนี้ จำเป็นต้องกระจายวัคซีนไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เพราะหลายจังหวัดยังได้รับวัคซีนน้อยถึงน้อยมาก หากเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงจะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์วิกฤติได้เลย เพราะสัดส่วนการฉีดวัคซีนต่ำมากๆ และระบบสาธารณสุขก็ไม่ได้มีความพร้อมเช่นเดียวกับจังหวัดใหญ่ๆ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การระบาดระลอกใหม่ในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และโรคระบาดอุบัติใหม่ และการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก การปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณทางด้านสาธารณสุข และบริการสุขภาพใหม่มีความจำเป็น การปฏิรูประบบสาธารณสุขและการบริการสุขภาพนี้ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่การปฏิรูปต้องมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุข และการบริการสุขภาพโดยไม่ไปลดความเสมอภาคในการเข้าถึงการใช้บริการ และสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นของประชาชนภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 และไวรัสกลายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลายระลอก

ทั้งนี้โดยวิธีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม คือ การแบ่งแยกผู้ซื้อและผู้ขายบริการสุขภาพออกจากกัน การจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายต่อหัว (Capitation) มากขึ้น การกำหนดให้มีการ Contracting-out การทำ self-governing hospital เป็นต้น การปฏิรูปแนวทางนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณผ่านตลาดภายในของบริการสุขภาพเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการลดลงของคุณภาพในการให้บริการ โดยการกำหนดธรรมาภิบาลในทางคลินิกเพื่อให้ได้คุณภาพที่เป็นมาตรฐาน คุณภาพที่เป็นมาตรฐานหมายถึง รักษาและบริการสุขภาพอย่างถูกต้องให้กับผู้ป่วยที่สมควรได้รับในเวลาที่เหมาะสม และต้องพยายามทำทั้งหมดนี้ให้ได้ในครั้งแรกสำหรับผู้ใช้บริการหรือผู้ป่วย