Home Economy ส่องนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ส่องนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เผย สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประเทศไทยผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงระบาดระลอกใหม่ในประเทศค่อนข้างมาก จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา คาดว่าอาจทำให้แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับมาเพิ่มสูงเกิน 1 หมื่นคนต่อวัน และจำนวนผู้เสียชีวิตเกิน 150 รายต่อวัน  ระบุไทยอาจจะต้องกลับไป ล็อกดาวน์ควบคุมโรคอีกครั้ง?           

จากรายงานบทวิเคราะห์เรื่อง ไทยพร้อมแค่ไหน หากจะเปิดเศรษฐกิจเร็วๆนี้ ของศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ระบุว่า  นับตั้งแต่เดือน ธันวาคม ปีที่ผ่านมา หลังจากผู้ผลิตเริ่มส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศต่างๆ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การเร่งระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชากร ถือเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ภายใต้บริบทของความปกติใหม่ (New Normal) ให้ได้ โดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ดีการอุบัติขึ้นของเชื้อไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่าง “ไวรัสสายพันธุ์เดลตา”ที่ถูกยกระดับเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ท่ามกลางความกังวลของการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส อาจนำไปสู่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ๆ ขณะเดียวกันประเทศไทยและอีกหลายประเทศ ได้เริ่มเดินหน้าแผนเปิดเศรษฐกิจ จึงนำไปสู่คำถามชวนคิดว่า โลกต้องอยู่กับ COVID-19 ไปอีกนานแค่ไหน? และบริบทของเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร?

โลกต้องอยู่กับ COVID-19 ไปอีกนานแค่ไหน ?

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS  ประเมินว่า เราอาจต้องเผชิญกับ COVID-19 ไปตลอดกาล โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่ามีเพียงโรคฝีดาษ (Smallpox) และ โรครินเดอร์เปสต์ (Rinderpest) ที่โลกสามารถขจัดเชื้อไวรัสให้หมดสิ้นไปได้ ขณะที่ข้อมูลการค้นพบสายพันธุ์ย่อยของ COVID-19(Lineage list) ก็พบว่า เชื้อไวรัสยังมีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่องและอาจมีมากกว่า 1,500 สายพันธุ์ย่อย ด้านผู้ผลิตวัคซีน Moderna และที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของรัฐบาลอังกฤษก็ออกมาชี้ว่า โอกาสที่เชื้อไวรัส COVID-19 จะมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ตลอดเวลามีค่อนข้างสูง เพื่อให้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและจะเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดิม

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS มองว่า COVID-19 อาจกลายเป็นเชื้อไวรัสที่จะคงอยู่กับโลกของเราตลอดไป เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 แฝงยังมีอีกมาก โดยจากการวิเคราะห์ด้วย Algorithm จาก Machine Learning Mode เพื่อประเมินตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯพบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อจริงในประเทศอาจมากกว่าที่รายงานถึง 3 เท่า

เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขของไทย ที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้ที่ไม่มีอาการและไม่เคยตรวจเชื้อCOVID-19 อาจสูงถึง 5-6 เท่าของตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้สามารถแพร่เชื้อต่อได้ และกลายเป็น “พาหะ” ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไปสู่คนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัวได้ไม่ยากนัก ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเที่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของประชากรที่จะบรรลุเป้า Herd Immunity ของโรคนี้ โดยสัดส่วนของผู้ได้รับวัคซีนป้องกันโรคจนนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) มีความแตกต่างกันไปในแต่ละโรค เช่น โรคคางทูม 75-86% โรคหัด 83-94% และโรคไอกรน 92-94% เป็นต้น

ทั้งนี้สำหรับโรคอุบัติใหม่อย่าง COVID-19 ที่ใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าไม่ถึง 2 ปี เราจึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังเช่นภายหลังการระบาดของสายพันธุ์เดลตา Infectious Diseases Society of America ก็ได้ปรับการประเมินระดับภูมิคุ้มกันหมู่สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสจาก 60-70% เป็น 80-90% ของประชากรทั้งหมด

การฉีดวัคซีนในประชากรลุ่มเด็กเล็กยังมีข้อถกเถียงค่อนข้างมาก โดยปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศ อาทิสหรัฐฯ และออสเตรเลียที่อนุมัติวัคซีน Pfizer เป็นการชั่วคราวให้แก่เด็กอายุ 12-15 ปี แต่ยังไม่มีการอนุมัติวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 5-12 ปี ขณะที่ในอังกฤษ The Joint Committee on Vaccination and Immunisation กลับยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กที่มีอายุ 12-15 ปี เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานหรืองานวิจัยสนับสนุนเพียงพอ

แม้จะฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว แต่ก็ยังเสี่ยงติดเชื้อและสามารถแพร่กระจายโรคได้ แม้หลายประเทศเร่งระดมฉีดวัคซีนครบโดสได้เกิน 50% ของประชากร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายเชื้อไวรัสและลดความรุนแรงจากอาการของโรคแต่ล่าสุดพบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับเร่งตัวขึ้นอย่างมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า แม้ความเสี่ยงของการติดเชื้อขั้นรุนแรงจะลดลง แต่ประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสจำนวนมากยังสามารถติดเชื้อและแพร่กระจายโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่กระจายได้มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม (สายพันธุ์อู่ฮั่น)

ในที่สุดแล้ว COVID-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่พบได้เป็นประจำทุกปีโดยงานศึกษาของ School of Public Health, Harvard University สะท้อนให้เห็นว่า ทั่วโลกอาจต้องอยู่กับ COVID-19 ในรูปแบบของโรคประจำถิ่น (Endemic disease) ที่คล้ายคลึงกับโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Syncytial Virus: RSV) หรือเป็นเชื้อที่มีลักษณะคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมักพบการระบาดได้ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ เราอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีน เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทาน (Booster dose) เป็นประจำ เหมือนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนในการต้านเชื้อที่ลดลง ดังงานวิจัยของ Lancet (2021) ที่เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจเที่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน จากกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อ COVID-19 ในสก็อตแลนด์ 19,543 ราย โดยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลงจาก 92% เป็น 79% และ AstraZeneca ลดลงจาก 73% เป็น 60% ภายหลังจากฉีดครบสองโดสไปแล้ว 14 วัน

พ้นจุดวิกฤติ แต่ยังมีความเสี่ยงระลอกใหม่ ?

นักวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยฯ ให้ความเห็นว่า สำหรับประเทศไทย สถานการณ์การแพร่ระบาดได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น การเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยงสูง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้สอดรับกับวิถี New Normal ทำให้แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในการระบาดระลอกล่าสุดจะสูงกว่าระลอกแรกค่อนข้างมาก  ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เดือนสิงหาคม กลับปรับลดลงเพียง 28.5% ซึ่งดีกว่าเมื่อเทียบกับการล็อกดาวน์ในเดือนเมษายน 2020 ที่ลดลงถึง 47.1%

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากการระบาดระลอกใหม่ในประเทศยังมีค่อนข้างมาก จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าอาจทำให้แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับมาเพิ่มสูงเกิน 1 หมื่นคนต่อวัน และจำนวนผู้เสียชีวิตเกิน 150 รายต่อวัน ( ข้อมูลนำเสนอจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564 ) จึงเป็นที่กังวลว่า หรือไทยจะต้องกลับไปล็อกดาวน์ควบคุมโรคอีกครั้ง? เศรษฐกิจจะเดินหน้าอย่างไร? เมื่อต้องอยู่กับ COVID-19 ไปอีกนาน

ล็อกดาวน์นาน เศรษฐกิจเสียหายมาก

บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยฯดังกล่าว ระบุว่า  มาตรการล็อกดาวน์ที่ยาวนานเกินไป นอกจากจะสร้างผลเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าผลดีต่อระบบสาธารณสุขแล้ว ยังไม่ช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ แม้มาตรการล็อกดาวน์และการเว้นระยะห่างทางสังคมจะสามารถลดการติดเชื้อได้ในวงกว้าง และลดความเสี่ยงจากวิกฤตด้านสาธารณสุข แต่ในทางกลับกัน ก็ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก และกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมให้ชะลอตัวในที่สุด

ยกตัวอย่าง ประเทศออสเตรเลีย ที่ดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดมาโดยตลอด ทว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะหลังกลับเร่งตัวขึ้นอย่างมากจากติดเชื้อในครอบครัวและเพื่อนบ้านเป็นหลัก จนนำไปสู่คลัสเตอร์การแพร่ระบาดในวงกว้าง การเร่งระดมฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดยังเป็น Key driver หลักที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง โดยหลายประเทศที่ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคค่อนข้างมากและเร่งฉีดวัคซีนครบโดสเกินครึ่งของประชากร อาทิ สหรัฐฯ และยุโรปที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว กล่าวคือ การระดมฉีดวัคซีนให้ครบโดสจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ประชากร เพื่อฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

เผย 4 เกณฑ์ชี้วัดจาก 10 ประเทศฟื้นตัวดีที่สุดในโลก

การกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการเปิดเมืองได้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยอ้างอิง 10 อันดับประเทศที่มีการฟื้นตัวจากโรคระบาดได้ดีที่สุด จากการจัดอันดับของ “Bloomberg Covid Resilience Ranking” ซึ่ง Krungthai COMPASS ใช้ 4 เกณฑ์ชี้วัดในมิติต่างๆ เทียบค่าเฉลี่ย 10 ประเทศที่ฟื้นตัวดีที่สุดในโลก ซึ่งพบว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศเหล่านี้

(1) จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ในระดับต่ำกว่า 149.5 ต่อประชากร 1 ล้านคน หรือถ้าเทียบกับไทยจะอยู่ที่ 9,867 รายต่อวัน

(2) อัตราการตรวจพบอยู่ที่ 4.1%หรือตรวจเฉลี่ย 50,000 คนต่อวันจะพบผู้ติดเชื้อที่มีผลเป็นบวกประมาณ 2,050ราย

3) อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 1.2% เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด และ

(4) ประชากรได้รับวัคซีนครบโดสเฉลี่ยที่ 66.8% ซึ่งจากการศึกษาพบว่า

แม้ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อประชากร 1 ล้านคน อัตราการตรวจพบ และผู้ที่ได้รับการฉีดวัคชีนครบโดสกลับย่ำแย่กว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก    

ความเสี่ยงสูง ขอบเขตไม่ชัด

Krungthai COMPASS มองว่า เนื่องจากยังไม่มีขอบเขตที่แน่ชัดว่าประเทศไทยพร้อมหรือยัง? กับการเปิดเศรษฐกิจในครั้งนี้ โดยแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับอัตราการเสียชีวิตของไทยจะต่ำกว่าหลายประเทศ แต่สถานการณ์ COVID-19 โดยรวมยังมีความเสี่ยงสูงในหลายมิติ อาทิ อัตราการตรวจเชื้อต่อวันที่ยังน้อย แต่กลับพบอัตราการตรวจพบที่ค่อนข้างสูง สัดส่วนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคชีนครบโดสที่ยังค่อนข้างต่ำและกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก เป็นต้น

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดประเทศของไทย ควรมีเป้าหมาย หรือ Benchmark ที่ชัดเจนในเชิงตัวเลขที่สำคัญๆ ด้านสาธารณสุข เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ อัตราการตรวจพบ อัตราการเสียชีวิต และสัดส่วนประชากรที่ได้รับ วัคชีนครบโดส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจบริบทของสถานการณ์โรค ระบาดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยประเมิน ความพร้อมต่อการรับมือกับความเสี่ยงในระยะต่อไปแล้ว ยังจะช่วยสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเห็นถึง Balance ระหว่างการเปิดประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจยุค New Normal และ Capacity ด้านระบบสาธารณสุขอย่างแท้จริง

………………………………………………………………………………………………………………………….

1 พ.ย. ดีเดย์ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ฟื้นเศรษฐกิจไทย

แม้จะมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกระลอกของการเปิดประเทศ จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยฯ ก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่าน นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์มีสาระสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย “เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว โดยไม่กักตัว” มาตรการผ่อนคลายกิจการบางประเภท และความสำเร็จของการกระจายวัคซีน ดังนี้

ประเด็นแรก นโยบาย“เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่กักตัว”

สืบเนื่องจากช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย มีมาตรการผ่อนปรนการเดินทางของประชาชนภายในประเทศ อนุญาตให้ประชาชนเดินทาง รัฐบาลจึงเล็งเห็นโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปีใหม่ เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพของประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว การเดินทาง ธุรกิจพักผ่อนหย่อนใจและบันเทิง

รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จึงพิจารณาเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป โดยไม่กักตัว สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดส เดินทางเข้าทางท่าอากาศยานและต้องเป็นผู้เดินทางจากประเทศความเสี่ยงต่ำ ภายใต้เงื่อนไขต้องแสดงหลักฐานการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ผลเป็นลบจากประเทศต้นทาง และเข้าตรวจอีกครั้ง เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย

“ ทั้งนี้ในเบื้องต้น รัฐบาลได้เริ่มต้นกำหนดรายชื่อประเทศความเสี่ยงต่ำ ไว้ที่อย่างน้อย 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และสหรัฐอเมริกา ทั้งตั้งเป้าเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้นอีก ภายในวันที่ 1 ธันวาคม พ.. 2564 และหลังจากนั้น ภายในวันที่ 1 มกราคม .. 2565 จะเพิ่มจำนวนประเทศให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น”

ประเด็นที่สอง มาตรการผ่อนปรนกิจการ โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ภายในร้านได้ รวมถึงอนุญาตให้เปิดบริการ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสถานบันเทิง ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข ภายในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ประเด็นที่สาม ความสำเร็จของการกระจายวัคซีนตามนโยบายเปิดประเทศ  120 วัน

หลังจากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วันในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การรับส่งมอบวัคซีนของประเทศไทย เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ถึง 3 เท่าของเดือนพฤษภาคม จาก 4 ล้านโดส เป็น 12 ล้านโดสในเดือนกรกฎาคม และและได้รับส่งมอบวัคซีน อีกถึงเกือบ 14 ล้านโดสในเดือนสิงหาคม และปัจจุบันมีจำนวนส่งมอบวัคซีนเข้าประเทศมากกว่า 20 ล้านโดสต่อเดือนไปจนถึงสิ้นปี รวมเป็นวัคซีนมากกว่า 170 ล้านโดส

 ทั้งนี้ จากสถิติเดือนพฤษภาคม ฉีดวัคซีนได้วันละประมาณ 80,000 โดส ขณะที่ปัจจุบันยอดการฉีดวัคซีนเพิ่มเป็น 3 เท่า สู่เฉลี่ยวันละ 700,000 โดส ส่งผลให้ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุดในโลก

เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงไฮซีซัน 2 เดือนปลายปี

ทางด้านบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 นี้ ทางการไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาต้องได้รับการฉีดวัคซีนโควิดครบโดสและเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อโควิดทั้งก่อนและเดินทางมาถึงไทย โดยการกำหนดกลุ่มประเทศตามระดับความเสี่ยงและเงื่อนไขในการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ยังต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติมจากทางการ

 นอกจากนี้ ทางการมีแผนที่จะเปิดจังหวัด เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น โดยในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จะเปิดพื้นที่นำร่องรวม 15 จังหวัด (พื้นที่สีฟ้า) แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิดที่ต้องไม่มีการระบาดรุนแรงหรือเกิดคลัสเตอร์ใหม่ในพื้นที่

ทั้งนี้การเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามจากทุกภาคส่วนที่จะพลิกฟื้นภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเดินหน้าต่อได้ หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ยาวนาน อีกทั้ง ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีคาบเกี่ยวไปถึงช่วงต้นปีถัดไป นับว่าเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ

 คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่ม 1.8 แสนคน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์โควิดในประเทศที่แม้จะนิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์โควิดและนโยบายการเดินทางออกนอกประเทศที่เป็นต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ในบางประเทศยังกำหนดให้ต้องมีการกักตัวหลังเดินทางกลับ เป็นต้น ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในช่วง พฤศจิกายน -ธันวาคม .. 2564 อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยน่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายเดือนธ.ค. นี้

สำหรับผลจากการเปิดประเทศ น่าจะช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 64% เมื่อเทียบกับที่ไม่มีมาตรการ ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี พ.ศ. 2564 ขยับขึ้นมาที่ประมาณ 1.8 แสนคน (จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5 แสนคน) สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.35 หมื่นล้านบาท โดยรายได้การท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ยังกระจายอยู่ในเฉพาะพื้นที่ที่มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ ในกรณีที่สถานการณ์ต่างๆ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง คงจะช่วยหนุนให้การฟื้นตัวของภาค การท่องเที่ยวไทยมีความชัดเจนมากขึ้นอีกในช่วงปี พ.ศ. 2565