Home Finance สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ปี 2564 คาดเติบโต 1-5% -แนะปิดจุดอ่อน

สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ปี 2564 คาดเติบโต 1-5% -แนะปิดจุดอ่อน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะแนวทางปรับตัวผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ปิดจุดอ่อนด้านคุณสมบัติผู้กู้ และหลักประกันที่มีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงและต้นทุน คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของนาโนไฟแนนซ์ในปี พ.ศ. 2564 อาจขยายตัวเล็กน้อยในช่วง 1-5% หลังจากที่หดตัวติดต่อในปี พ.ศ. 2562-2563

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 (นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2558) หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรายย่อย เพื่อการประกอบอาชีพ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของประชาชน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้นอกระบบ โดยผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดาที่อาจไม่มีรายได้ประจำ ไม่เคยเดินบัญชีกับธนาคาร และไม่มีหลักประกัน แต่เป็นผู้มีความสามารถในการชำระหนี้ โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาท และระยะเวลาชำระหนี้ขึ้นกับผู้ให้บริการ กำหนดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

“ทั้งนี้ในช่วง 4 ปีแรกของการดำเนินงาน บทบาทของนาโนไฟแนนซ์เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ก่อนจะชะลอตัวลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 หลังจากผู้ประกอบการรายใหญ่ยุติการให้สินเชื่อใหม่ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ไม่คุ้มความเสี่ยง ประกอบกับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในปี พ.ศ. 2563-2564 เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้น”

จุดอ่อนคุณสมบัติลูกค้ามีความเสี่ยงสูง

นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัยฯ ระบุว่า เนื่องจากกลุ่มลูกค้าสินค้าสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ ด้านคุณสมบัติผู้กู้ที่ไม่มีเอกสารแสดงรายได้ และไม่สามารถนำสินทรัพย์ที่มีมาใช้เป็นประกันได้  ทำให้เป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจขาลง ในปีพ.ศ. 2563 ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจกระจายตัวกว้าง และลงลึกเป็นเวลานาน จากสถานการณ์โควิด 19 ก่อผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเพิ่มความเปราะบางให้กับสถานะทางการเงินของลูกค้า ทำให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มีความเสี่ยงสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2562-2563 ผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์รายใหญ่ในเครือธนาคารที่อยู่ในตลาดเดิมระงับการให้สินเชื่อใหม่ และชะลอการกลับเข้าสู่ตลาด ขณะที่บางส่วนที่มีแผนเข้าตลาดในปี พ.ศ. 2563 ได้เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูง จากการคัดกรองลูกค้าและการติดตามหนี้ เมื่อเทียบกับวงเงินสินเชื่อและรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบ

“ขณะเดียวกัน การชะลอการให้สินเชื่อใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ชะลอตัวลงติดต่อกันมาเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2561 สวนทางกับอัตราส่วนหนี้เสียที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์อยู่ในระดับสูงถึง 33% แต่มีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่นที่ตอบโจทย์ความเสี่ยง และการสร้างรายได้ให้ผู้ให้บริการสินเชื่อได้มากกว่าในภาวะนี้ โดยการให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ในรูปแบบเดิมของผู้ให้บริการสินเชื่อ มักเน้นไปที่ลูกค้าเก่า ที่เคยมีประวัติการชำระหนี้เดิม”

เผชิญคู่แข่งที่ดึงดูดกว่า

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อรายย่อยที่มีหลักฐานแสดงรายได้ และมีสินทรัพย์เป็นประกัน เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในเชิงเปรียบเทียบความเสี่ยง กับธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากมุมมองของสถาบันการเงิน ดังเห็นได้จากอัตราส่วนหนี้เสียของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ใกล้เคียงกับสินเชื่อเช่าซื้อรถในระบบธนาคารพาณิชย์

“บางส่วนอาจเป็นผลในเชิงจิตวิทยาที่สร้างความตระหนักและรับผิดชอบภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ทำให้ในปีนี้การแข่งขันของผู้ประกอบการในธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ซึ่งถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยหลายประเภท และมีฐานผู้ถือหุ้นเป็นสถาบันการเงิน จะทยอยเข้าสู่ตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในตลาดล่าง โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ อันเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกับลูกค้าในธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ แต่สามารถพิสูจน์หรือติดตามลักษณะพฤติกรรมจากการทำธุรกรรมทั่วไปได้”

แนะผู้ให้บริการปรับตัวแก้จุดอ่อน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์แนวทางปรับตัวของผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งยังมีจุดอ่อนโดยเฉพาะประเด็นด้านคุณสมบัติผู้กู้ และหลักประกันที่มีนัยสำคัญต่อความเสี่ยง และต้นทุนดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา ทำให้ผู้ให้บริการจะต้องปรับตัวในหลายมิติ เพื่อให้กระบวนการด้านเครดิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ดังนี้

ประการแรก นำเสนอสินเชื่อในช่องทางดิจิทัล  เพื่อเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีศักยภาพ และลดต้นทุนในการบริหารจัดการลง ดังเห็นได้จากผู้เล่นที่มีธนาคารหนุนหลัง ต่างพัฒนาแอปพลิชั่นสำหรับนำเสนอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ โดยผู้กู้สามารถแสดงความจำนงขอรับสินเชื่อได้ผ่านช่องทางดิจิทัล

ประการที่สอง ใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อในลักษณะ Information based Lending โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในสาขาต่าง ๆ อาทิ อี-คอมเมิร์ซ ค้าวัสดุก่อสร้าง โลจิสติกส์ และบริการรับส่งอาหาร ซึ่งมีฐานคู่ค้าและลูกค้าจำนวนมาก เพื่อค้นหาลูกค้า รวมทั้งคัดกรองศักยภาพ และความมีวินัยในการชำระหนี้ จากลักษณะพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทั่วไป

ประการสุดท้าย ปรับลดขนาดวงเงินสินเชื่อลง  โดยบางแห่งเสนอสินเชื่อในกรอบวงเงิน 5,000-50,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเพดานวงเงินสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ ที่ 100,000 บาท เพื่อช่วยกระจายและลดความเสี่ยงลง

คาดการณ์ปีนี้ขยายตัว1-5%

ทั้งนี้นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกร คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของนาโนไฟแนนซ์ในปี พ.ศ. 2564 อาจขยายตัวเล็กน้อยในช่วง 1-5% หลังจากที่หดตัวติดต่อในปี พ.ศ. 2562-2563 เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่บางส่วนทยอยกลับเข้าตลาด โดยบุกเบิกช่องทางสินเชื่อนาโนดิจิทัล

ทั้งนี้ หากสถานการณ์โควิด 19 อยู่ในความควบคุมได้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การแข่งขันในตลาดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จะกลับมา เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของนาโนไฟแนนซ์ที่สูงกว่าสินเชื่อรายย่อยอื่น ทำให้มีผู้ประกอบการในเครือธนาคารรายใหญ่รอจังหวะเข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ กลไกการให้สินเชื่อแบบดั้งเดิม ที่พิจารณาบนฐานข้อมูลด้านการเงินการธนาคารเป็นหลัก ทำให้เกิดช่องว่างที่ผู้มีศักยภาพในการชำระหนี้บางส่วนไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนในระบบ เพราะสถาบันการเงินไม่มีข้อมูลที่สะท้อนโอกาสและความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้ แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมอื่น นอกเหนือจากระบบสถาบันการเงินจะเอื้อต่อการให้โอกาสลูกค้าให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบการเงินได้ โดยไม่เพิ่มความเปราะบางต่อระบบเศรษฐกิจการเงิน เนื่องจากอยู่บนรากฐานการพิจารณาสินเชื่อที่ตระหนักถึงโอกาสและความเสี่ยงอย่างสมดุล บนความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของทางการไทย​​

หนี้เสียส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น

สำหรับหนี้เสียของธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ ปี พ.ศ. 2564 คาดว่ายังมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน มาที่ระดับประมาณ 5.0-5.5% จากระดับ 6.1% และ 7.7% ในปี พ.ศ. 2563 และ พ.ศ. 2562 ตามลำดับ อันเป็นผลจากความระมัดระวังในการพิจารณาเครดิตตลอดช่วงการชะลอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ใน 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี เนื่องจากโมเดลธุรกิจนาโนดิจิทัลยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทำให้ยังต้องติดตามความเสี่ยงของการให้สินเชื่อด้วยแนวทางใหม่ดังกล่าวด้วย แม้ว่าด้วยขนาดสินเชื่อที่เล็กและมีการกระจายตัวมาก ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าคงไม่มีผลต่อภาพรวมหนี้เสียอย่างมีนัยสำคัญในช่วงแรกของธุรกิจก็ตาม

ขณะที่เป้าหมายธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ปีนี้ นอกจากการบริหารความเสี่ยงแล้ว ยังมุ่งสานต่อการรุกขยายฐานลูกค้าในช่องทางดิจิทัล ควบคู่ไปกับการจับคู่ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนขึ้น