Home Business สมุนไพรไทย เตรียมโลดแล่นตลาดโลก

สมุนไพรไทย เตรียมโลดแล่นตลาดโลก

สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างรวดเร็วของนวัตกรรมด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ หรืองานวิจัย ซึ่งนั่นคือเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “สมุนไพรไทย” ให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับของต่างชาติ นำไปสู่การทำให้สมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สร้างโอกาส และทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศในอนาคต

ด้วยมูลค่าการบริโภคสมุนไพรในแต่ละภูมิภาคของโลก ในปีพ.ศ. 2564 ที่คาดว่าจะสูงถึง 54,957 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 1.81 ล้านล้านบาท) โดยไทยอยู่อันดับที่ 8 ของโลก มีมูลค่า 1,483.5 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว 3%ของตลาดโลก นั่นแสดงว่า ไทยยังมีโอกาสอีกมหาศาล ซึ่งขณะนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างมีความตื่นตัว มีการพัฒนาขึ้นทะเบียน พร้อมนำเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะโปรดักส์ แชมเปี้ยน ทั้งฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ลำไย กัญชา กัญชง กระท่อม

รัฐผลักดันนโยบายหนุนสมุนไพรไทย

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีการขยายตัวต่อเนื่อง แม้จะมีสะดุดบ้างในช่วงสถานการณ์โควิด -19 ในปี 2563 แต่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป ด้วยอัตราเฉลี่ยการขยายตัว 5% ต่อปี และจะมีมูลค่าถึง 7.8 หมื่นล้านบาทในปี 2569

ในแง่ของนโยบาย นายกรัฐมนตรีกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หาทางผลักดันสมุนไพรเป็นยาสามัญประจำบ้าน และมีคลีนิกสมุนไพรทั่วประเทศ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาล ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังมีนโยบายให้กรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ร่วมมือกับจีน ในการทำวิจัยและแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของโลก มีมูลค่าถึง 17,039.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมีสัดส่วนราว 32% ของตลาดโลก รวมถึงสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีความต้องการในตลาดอีกมาก โดยนโยบายนี้จะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด และช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบ และสารสกัดสมุนไพรจากต่างประเทศของไทยลง จากที่ผ่านมาไทยมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก

นอกจากนี้ ยังผลักดัน 12 พืชสมุนไพร รวมทั้งกัญชา กัญชง และกระท่อม เป็นโปรดักส์แชมป์เปี้ยนของประเทศ ซึ่งจะได้มีการโปรโมทให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ได้แก่ กราวเครือขาว กระชายดำ ขมิ้นชัน บัวบก มะขามป้อม กระชายขาว พริก ฟ้าทะลายโจร กระเจี๊ยบแดง หญ้าหวาน ว่านหางจระเข้ และไพล

ส่วนโอกาสทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร จีนให้ความสนใจการบำรุงรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สปา และเครื่องสำอางสมุนไพร ส่วนสหรัฐฯนิยมบริโภคอาหารและเครื่องดื่มจากธรรมชาติ หรือเกษตรอินทรีย์ และตลาดญี่ปุ่นนิยมนำสมุนไพรไปใช้ในการปรุงอาหาร ทั้งในครัวเรือน และอุตสาหกรรม รวมถึงใช้ผสมอาหารสัตว์ ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งภาครัฐพยายามสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในการรุกตลาด

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังสนับสนุนผู้ผลิต – ผู้ประกอบการ ตั้งแต่ต้นน้ำ ให้ความรู้ การวิจัย การพัฒนา ทำงานประสานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปจนถึงการขึ้นทะเบียน และช่องทางการขาย การตลาด ซึ่งเป็นปลายน้ำของธุรกิจ ผ่านการทำงานของกองผลิตภัณฑ์ สมุนไพร, กองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรม และกองความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นต้น

 สมุนไพรไทยวาระแห่งชาติ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการ ส่งเสริมพืชสมุนไพรไทย โดยมี 2 ส่วน ส่วนแรก คือขับเคลื่อนพืชสมุนไพรให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยกรมได้ประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนงานสมุนไพรไทย โดยที่ผ่านมา มีการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกสมุนไพร่ 3.6 แสนราย หรือมีพื้นมี่ปลูกประมาณ 1 ล้านล้านไร่ ส่วนบัญชียาหลักที่เกี่ยวเนื่องกับสมุนไพร มีแล้วทั้งสิ้น 90 รายการ

และส่วนที่สอง คือการเดินหน้าตามแผนแม่บท เช่น การส่งเสริมเกษตรกรภายใต้แผนแม่บทปี 2566-2570 ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพร และการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งในกรอบแนวคิดตลาดนำการผลิตตามนโยบายของกระทรวง รวมถึงการเข้าไปช่วยกำหนดพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกไพล รวมถึงให้คำแนะนำเกษตรกรในการสร้างผลผลิตออกมาอย่างเหมาะสม และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้กรมฯ ยังได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ทางเลือก ในการขับเคลื่อนวัตถุดิบของพืชสมุนไพรที่มีความสำคัญให้มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมฯ มีการดำเนินงานในหลายมิติ เช่น สนับสนุนเกษตรให้มีความรู้ถึงปัจจัยการผลิต ว่าทำอย่างไรให้ผลผลิตมีคุณภาพ ในปริมาณที่เพียงพอ รวมไปถึงส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การแปรรูป การเพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง รวมถึงการเปิดพื้นที่ออนไลน์ขายสมุนไพรให้กับเกษตรกรฟรี แบบไม่มีค่าใช้จ่าย

ณุศาสิริปั้น “Health and Technology”

ในส่วนของภาคเอกชน หลายองค์กรให้ความสนใจและเดินหน้าธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพรไทยอย่างจริงจัง เช่น “ณุศาสิริ” บริษัทอสังหาริมทรัพย์เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ที่ผันตัวสู่ธุรกิจ “Health and Technology” แบบเต็มตัว ภายใต้การนำของ “ศิริญา เทพเจริญ” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ด้วยการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลก รุกธุรกิจด้านนี้เต็มที่ ด้วยการผลักดันให้เกิดการใช้สมุนไพรไทยในการดูแลรักษาแบบชะลอวัย (Entry Aging) ด้ววิธีธรรมชาติ

ทั้งนี้ ณุศาศิริ กำลังเดินหน้าธุรกิจ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. โรงพยาบาล ซึ่งเปิดแล้วที่ประเทศจีน เป็นโรงพยาบาลทางเลือก ที่เป็นการใช้สเต็มเซลล์ หรือการรักษาแบบชะลอวัย ใช้ธรรมชาติในการรักษาฟื้นฟูสภาพร่างกาย และยังเป็นศูนย์การวิจัยพัฒนานวัตกรรมในการรักษาฟื้นฟู 2. ส่วนของแพลทฟอร์ม นั่นก็คือ “Morhello” และ 3. ส่วนของโปรดักส์ที่เป็นนวัตกรรม รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่เดินหน้าไปแล้วคือ การร่วมมือกับบริษัท CSR จากประเทศจีน ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ตั้งศูนย์วิจัยนำ “กัญชา กัญชง” แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก

พร้อมผนวกโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น โครงการ เมอเวนพิค มาย โอโซน เขาใหญ่ ที่จะสร้างให้เป็นเมืองกัญชาเพื่อสุขภาพครบวงจร ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมารักษา และฟื้นฟูสุขภาพในประเทศไทยแบบระยะยาว และอีกโครงการ คือ “เลเจนด์ สยาม พัทยา” แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แลนด์มาร์ค ธีมพาร์ค และแหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่สุดในภาคตะวันออก จะถูกปรับให้เป็นแหล่งปลูกกัญชา -กัญชงในเชิงงานศึกษาวิจัย เป็นศูนย์การเรียนรู้กัญชา กัญชง ของโลก เพิ่มความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของพืชมหัศจรรย์นี้สู่สายตานักท่องเที่ยว

ส่วนของแพลทฟอร์มของ “Morhello”  มีการเปิดคอร์ส เว็บบินาร์ หลักสูตรการอบรมเชิงวิชาการขั้นสูงสำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่สนใจเฉพาะด้านอนาคตของการดูแลสุขภาพอย่างมืออาชีพ การศึกษากัญชาทางการแพทย์เชิงวิชาการขั้นสูง,  Morhello Webinar : The future & beyond of Medicinal Cannabis ที่เริ่มไปตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 รวมไปถึงหลักสูตรสำหรับคนผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาโปรดักส์จากกัญชา – กัญชง ซึ่งอนาคตกลุ่มที่เข้ามาศึกษาเรื่องนี้ จะกลายเป็นชุมชนที่สามารถต่อยอด และแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ รวมทั้งการผลักดันให้แพลทฟอร์ม“Morhello” ไปสู่ระดับโกลบอล ที่โฟกัสด้าน Entry Aging ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่เป็น Green Medicine ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของเอเชีย เป็นการแพทย์ของคนไทย ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งจะคาดว่าจะเปิดได้ประมาณต้นปี 2565

อภัยภูเบศร เดินหน้าธุรกิจ Wellness & Tourism

จากเทรนด์ด้านสุขภาพที่มุ่งการป้องกันมากกว่าการรักษา ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และความต้องการเป็นหนุ่มสาว ที่ต้องมีเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ภญ.ดร.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงมองเห็นโอกาสสร้างโมเดลทางด้านสมุนไพร ผ่านงานวิจัยต่างๆ เนื่องจากสมุนไพรหลายประเภท มีคุณสมบัติในการรักษา และตอบโจทย์ เช่น มะระขี้นก ช่วยลดน้ำหนัก ไขมัน และน้ำตาล ฯลฯ ขมิ้นชัน ลดความเสี่ยงเป็นเบาหวาน ดาวเรือง บำรุงสายตา เป็นต้น

อภัยภูเบศร จึงชูความแข็งแกร่งด้านการวิจัย และการบริการ มาผสมผสานสมุนไพรไทย สร้างเป็นธุรกิจ Wellness & Tourism โดยคำนึงถึงรูปแบบการใช้ หรือการบริโภคของคนในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างโอกาสในการทำตลาด พร้อมกับนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ รวมถึงการแปรรูปสู่ธุรกิจบริการ ในด้านท่องเที่ยว เกษตรทฤษฏีใหม่ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ ที่เชื่อว่าหากสอดแทรกผลิตภัณฑ์ หรือบริการเข้าไปได้ จะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น


 นำสารสกัดลำไย เทียบชั้นโสม-ถั่งเช่า

ภก.อภิญญุวงศ์ จงจรัสพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็ม 80 จำกัด
กล่าวว่า สารสกัดลำไยที่มาจากธรรมชาติ 100% มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับโสม และถังเช่า สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ทาง PM80 จึงซื้อลิขสิทธิ์วิธีสกัดสารสกัดลำไยจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทุ่มงบกว่า 1,600 ล้านบาท สร้างโรงงาน ที่จังหวัดลําพูน ผลิตสารสกัดจากลําไยพิเศษ รวมทั้งได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกลุ่มเกษตรกร, สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน รับซื้อผลลําไยจากเกษตรกรโดยตรง กว่าปีละ 7,000-10,000 ตัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท  นำมาวิจัยพัฒนาด้วยงบกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อนํามาผลิตเครื่องดื่ม P80 Natural Essence ออกสู่ตลาด

นอกจากนี้ ยังร่วมมือวิจัยกับสถาบันการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ คณะเภสัช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบัน ADSI ประเทศออสเตรีย รวมทั้งลงทุนโรงงาน ที่ได้มาตราฐานในระดับการผลิตยาสมุนไพร ซึ่งสามารถรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรในอนาคต

จากการขับเคลื่อนของภาครัฐและเอกชนที่กล่าวมาแล้ว ทำให้สรุปได้ว่า อนาคตของสมุนไพรไทยมีโอกาสเติบโต และก้าวสู่ตลาดโลกได้ไม่ยาก ด้วยจุดแข็งของสถานที่และภูมิอากาศของประเทศไทยที่เหมาะกับการปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด โดยภาครัฐกำลังส่งเสริมเกษตรกรกับการทำระบบแปลงใหญ่ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรไทย และการส่งเสริมการตลาด โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ส่วนความก้าวหน้าด้านงานวิจัย ที่ไทยถือเป็นหนึ่งประเทศที่รุดหน้าไม่แพ้ต่างชาติ หากทุกอย่างสอดประสานและเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน เชื่อได้ว่าสมุนไพรไทยตีตลาดโลกได้แน่นอน