Home Life วงรอบทั้ง 4 แห่งชีวิต โดย พศิน อินทรวงศ์

วงรอบทั้ง 4 แห่งชีวิต โดย พศิน อินทรวงศ์

ลำดับชั้นวงรอบแห่งชีวิต... คือสิ่งที่เป็นส่วนประกอบในชีวิตของเรา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ ความสุข ทุกข์  และความเข้าใจชีวิตของมนุษย์ ทั้งยังเป็นสิ่งที่บงชี้ถึงอิสรภาพแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน เพราะการออกแบบชีวิตของคนแต่ละคน จะเป็นไปตามกระบวนการความเข้าใจที่มีต่อเรื่องราวของ “วงรอบแห่งชีวิต”  ยิ่งมีความเข้าใจเรื่องวงรอบแห่งชีวิตเท่าไหร่ ชีวิตก็จะถูกใช้ไปอย่างมีคุณค่าเท่านั้น ลำดับชั้นวงรอบแห่งชีวิต ประกอบไปด้วย 4 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยชั้นในสุดจะเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส ไร้สิ่งสมมุติ  มีความเบิกบาน และดีงามสูงสุด ส่วนชั้นภายนอก จะถูกลดทอนความดีงามไล่ลงมาเรื่อยๆ  ทั้งยังแฝงไปด้วยความยึดติดมากขึ้นเป็นลำดับ 

วงรอบสัจธรรมความจริง… 

โดยชั้นวงรอบแห่งชีวิตนั้นประกอบไปด้วย 4 ชั้นดังนี้

1. วงรอบสัจธรรมความจริง

2. วงรอบศาสนา

3. วงรอบวัฒนธรรม

4. วงรอบกฎหมาย

คือเนื้อแท้ของชีวิต เป็นตัวตนของชีวิต เป็นใจกลาง เป็นศูนย์กลางและความสมดุล เป็นความอิสระ ความบริสุทธิ์ และเป็นความเบิกบานที่แท้จริง ตัวสัจธรรมความจริงนี้ประกอบไปด้วยเรื่องราวเพียงไม่กี่อย่าง มีเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  มีการไหลเวียนเปลี่ยนผ่าน  เคลื่อนไหวไม่แน่นอน  นี่เองคือสัจธรรมความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธ ใจกลางของสัจธรรมความจริงนี้ จะไม่มีกิเลส หรือความต้องการเจือปนอยู่ ไม่มีการขัดขืนต่อธรรมชาติ ไม่มีอัตตาตัวตน ไม่มีการยึดติดกับสิ่งใดๆ ทั้งปวง 

เนื่องด้วยเป็นสิ่งที่แนบสนิท เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สังเกตได้ว่า สัจธรรมความจริงนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธ ไม่อาจเลือก และไม่อาจตัดขาดไปจากความเป็นชีวิตของเราได้ เพราะสิ่งนี้เองคือดีเอ็นเอของจิตวิญญาณแห่งมวลมนุษยชาติ ที่เป็นทั้งเป้าหมาย และการเดินทางในขณะเดียวกัน มันเป็นทั้งสิ่งที่ตามหา และสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวตนของเรา ยิ่งไปกว่านั้น  มันคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสมควรเรียนรู้ และทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก เพื่อที่ว่าเราจะได้มีโอกาสใช้สัจธรรมความจริงนี้เป็นเครื่องมือออกแบบชีวิตที่ถูกต้อง อันจะนำเราไปสู่ความเรียบง่าย ที่ไม่ซับซ้อน  เป็นการใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ เบิกบาน และมีคุณค่าต่อปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง  

วงรอบศาสนา… 

อันที่จริงตัวตนของศาสนาก็คือ เครื่องมือที่พาเราสู่ความจริง ศาสนาทำหน้าที่เป็นพาหนะขับเคลื่อนเราสู่ธรรมชาติ หรือสิ่งที่เรียกว่าสัจธรรม เราไม่อาจใช้ประโยชน์จากศาสนาได้สูงสุด หากปราศจากความเข้าใจถึงที่มาที่ไปในการสร้างศาสนาขึ้นมา เพราะในตัวศาสนาเองก็ยังถูกเจือไปด้วยสิ่งกั้นขวางบางประการ ที่พาเราไกลจากสัจธรรมเช่นกัน ในมิติหนึ่ง ศาสนาได้สร้างความกลัวบางอย่างแก่เรา และได้สร้างเงื่อนไขในความปลอดภัยทางจิตวิญาณบางประการ ที่มีความย้อนแย้งกับหลักสัจธรรม

ดังนั้นการที่เราจะสามารถเข้าถึงใจกลางของศาสนา จึงจำเป็นต้องข้ามรายละเอียดบางอย่าง ละทิ้งอัตลักษณ์ที่ฟุ่มเฟือยบางสิ่ง เพื่อที่ว่าจิตวิญญาณของเราจะดำเนินสู่สัจธรรมความจริงได้สำเร็จ เป็นการบรรลุถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริงแห่งศาสนา เช่นนี้เองผู้ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของศาสนาจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในแก่นสารสำคัญของศาสนาที่ตนนับถือ มิใช่เพ่งมองเพียงเปลือกนอกของศาสนา และติดยึดอยู่เพียงเท่านั้น 

วงรอบวัฒนธรรม… 

คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นตามสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์ต้องการความรัก ต้องการความมั่นคงทางจิตวิญาณ ต้องการความยอมรับนับถือ ต้องการป้องกันตนเองออกจากความกลัวบางอย่าง ด้วยเหตุนี้ประเพณีและความเชื่อต่างๆ จึงถูกสร้างขึ้น การแบ่งแยกถูกสร้างขึ้น ความรวย ความจน ชื่อเสียง  เกียรติยศถูกสร้างขึ้น เมื่อมนุษย์ต้องการความปลอดภัยจากความไม่มั่นคงแห่งความรัก พิธีแต่งงานจึงถูกสร้างขึ้น เมื่อมนุษย์ต้องการความมั่นคงในความโชคดี พิธีบวงสรวงต่างๆ จึงถูกสร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อมนุษย์มีความคาดหวังที่จะปกป้องตนเอง ออกจากความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนความไม่มั่นคงของชีวิต ทำให้มองเห็นชีวิตในลักษณะมายา นั่นคือการพุ่งเป้าไปที่การทำให้ชีวิตมีลักษณะตายตัว ปลอดภัย และไร้ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชีวิตไม่สามารถให้แก่ใครได้ ความเชื่อและประเพณีต่างๆ ถูกบัญญัติขึ้นมาอย่างเงียบๆ ภายใต้ความเคลื่อนไหวของชีวิต ภายใต้กรอบพิธีกรรมที่สังคมคุ้นเคย

อันที่จริงสิ่งเหล่านี้เคยเป็นเครื่องมือพาเรากลับสู่วิถีแห่งสัจธรรม ทว่า นานวันเข้า  กลับทำให้มนุษย์หลงทาง ไกลจากสัจธรรมความจริงมากขึ้นทุกทีๆ  ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมบางอย่างจึงไม่สามารถพาเรากลับสู่วิถีแห่งความจริงได้อีกต่อไป ทั้งยังเป็นกำแพงปกปิดความจริงให้กลายเป็นความเร้นลับ เป็นสิ่งที่ยากต่อการค้นหา นานวันเข้า สิ่งเหล่านี้จึงได้ยกระดับตนเองให้กลายเป็นคุณค่า และวัตถุประสงค์ในการดำเนินชีวิตที่เราเรียกว่า “ห่วงโซ่ทางสังคม” กลายเป็นเครื่องมือฉาบฉวย ชี้วัดความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งสงคราม และการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ ดังนั้นวัฒนธรรมที่ถูกต้อง จึงมีความจำเป็นต้องวิวัฒนาการตนเองให้มีความดีงาม เพื่อพาคนกลับคืนสู่วิถีแห่งสัจธรรม

นั่นคือ เป็นวัฒนธรรมที่นำไปสู่การไม่แบ่งแยก เท่าเทียม การอยู่ร่วมกับปัจจุบัน และเท่าทันความไม่แน่นอนแห่งชีวิต จะต้องเป็นเครื่องมือนำมนุษย์ไปสู่แก่นแท้ของศาสนา ซึ่งจะเป็นวงรอบชีวิตอีกชั้น ที่นำเราไปสู่ความจริง ส่งต่อมนุษยชาติกลับคืนสู่ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เป็นการอยู่ร่วมกับสังคมภายใต้ความรู้เท่าทัน ไม่ถูกสิ่งสมมุติดูดกลืนไป เป็นการอยู่อย่างไม่ยึดติด เป็นการอยู่เพื่อสร้างคุณประโยชน์ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง และผู้อื่น

วงรอบกฎหมาย… 

คือสิ่งที่สังคมบัญญัติขึ้น เป็นการพัฒนาตนเองจากวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นเครื่องมือปกป้องวัฒนธรรมให้มีความมั่นคงแข็งแรง เมื่อมนุษย์เพิ่มประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ และเส้นทางกลับสู่สัจธรรมเริ่มลางเลือน  วัฒนธรรมจึงพัฒนาตนเองให้มีความมั่นคง มีขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น  กฎหมายถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับวัฒนธรรมในอุดมคติ ทั้งยังเป็นเครื่องมือปกป้องเสรีภาพในระดับต่างๆ  ทั้งระดับปัจเจกชน ครอบครัว  สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลก ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

อย่างไรก็ตาม  ต้องยอมรับว่า ตัวบทกฎหมายไม่อาจปกป้องมนุษย์ออกจากกิเลสตัณหาในจิตใจ ซึ่งเป็นรากเหง้าของการทำลายล้างอย่างแท้จริง ตัวบทกฎหมายที่ดี จึงต้องเป็นไปภายใต้ขอบเขตแห่งความดีงาม    กล่าวคือ กฎหมายสมควรมีเงื่อนไขภายใต้วัฒนธรรมที่มีการวิวัฒนาการมาแล้วเป็นอย่างดี และกฎหมายจะต้องมีความกลมกลืนกับแก่นแท้ของศาสนา ทั้งไม่อาจขัดแย้งต่อสัจธรรม ซึ่งเป็นความจริงขั้นสูงสุดอีกด้วย  

เห็นได้ว่า วงรอบชีวิตทั้ง 4 ชั้นนี่เอง คือสิ่งที่เราทุกคนสมควรศึกษา เพื่อที่ว่าจะมีดวงตาอันถูกต้อง ในการออกแบบชีวิตอย่างถูกต้อง ชีวิตจะไม่สูญเปล่า เพราะสัจธรรมความจริง คือสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธ มันเป็นทั้งรากเหง้า และศูนย์กลาง ที่แผ่ขยายออกมาเป็นศาสนา วัฒนธรรม และตัวบทกฎหมาย

กฎหมายที่เป็นธรรม นำเราสู่วัฒนธรรมที่ดีงาม วัฒนธรรมที่ดีงามนำเราสู่ศาสนาที่หมดจด ศาสนาที่หมดจด นำเราสู่สัจธรรมความจริงแท้ เห็นได้ว่าทุกอย่างคือการส่งต่อ โยงใย และสื่อสารถึงกันและกัน หากมีลำดับ มีสิ่งสำคัญมากกว่า และน้อยกว่า ตื้นกว่า และลึกยิ่งกว่า 

ขณะที่เราเข้าถึงสัจธรรม  ขณะนั้นเรากำลังใช้ชีวิต ขณะนั้นเอง…ดอกไม้แห่งชีวิตได้ผลิบานขึ้นแล้ว