Home Business รถ EV จีนจ่อคิวบุกไทย..โอกาสและอันตรายที่ต้องตามให้ทัน!

รถ EV จีนจ่อคิวบุกไทย..โอกาสและอันตรายที่ต้องตามให้ทัน!

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและทั่วโลกจะหยุดชะงัก แต่แท้จริงแล้วมี “การพัฒนาและวางแผนทางการตลาด”เอาไว้หลายขั้น รวมถึงมองโอกาสในการขยายธุรกิจกันในหลายช่องทาง แต่ที่ได้รับความสนใจ และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น เรื่อง “ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV นั่นเอง ที่นอกจากคนไทยจะรู้จักกับรถไฟฟ้าสัญชาติยุโรป อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่นกันอยู่บ้างแล้ว ตอนนี้ รถไฟฟ้าจากจีน ถือว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทุกค่ายก็ว่าได้

ที่บอกว่าน่ากลัวเพราะอะไร? เพราะถ้าพูดถึง “เทคโนโลยีด้านเครื่องยนต์” ค่ายรถของจีนยังสู้ใครเขาไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของ “พลังงานไฟฟ้า” ค่ายรถจีนมีการพัฒนามามากกว่า 20 ปี มีตัวเลือกทั้ง “ราคาถูกและราคาระดับพรีเมียม” แล้วแต่เกรดให้เลือกใช้ และอีกอย่างคือ “แร่ลิเธียมไอออน” เป็นทรัพยากรสำคัญที่จีนมีอยู่ใต้ดินเต็มแผ่นดิน จึงไม่แปลกที่จีนมีการพัฒนาเรื่องของ “เซลล์แบตเตอรี่”ชนิดต่างๆ เอาไว้มากมาย กลายเป็นว่าในตอนนี้ รถไฟฟ้าจากจีนถ้าดูกันหมัดต่อหมัดแล้ว เผลอๆ มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าฝั่งยุโรป หรืออเมริกาเสียอีก สำหรับไทยเองเป็นประเทศที่รับเทคโนโลยีมาใช้งาน ที่ผ่านมาสินค้าชนิดอื่นๆ จากจีนทะลักเข้าไทยเป็นจำนวนมหาศาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่ในแง่ธุรกิจ คนไทยตอนนี้ถือว่าระบมอยู่เหมือนกัน พอเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีค่ายรถจากจีนเริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น ไม่แปลกที่ต่อไปรถไฟฟ้าจากจีนจะเริ่มมีจำนวนรุ่นเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีแผนที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟฟ้าและชิ้นส่วน ที่วางเป้าผลิตรถไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้ามองว่าจะช่วยลดมลพิษให้กับประเทศและโลก นั่นถือว่าน่าสนับสนุนอยู่เหมือนกัน และไม่แปลกที่ธุรกิจผลิตรถไม่สร้างมลพิษจะต้องสนใจไทยเป็นพิเศษ เพื่อขยายธุรกิจของเขานั่นล่ะ

ถ้ามองค่ายรถจากจีนขณะนี้ หลักๆ มีอยู่สองรายคือ “เอ็มจี และ เกรท วอลล์ มอเตอร์” ซึ่งเอ็มจี ถือว่าเป็นตัวเปิดที่ทำให้คนไทยได้รู้จักรถยนต์จากจีนมากขึ้น (ถึงยี่ห้อจะเป็นของอังกฤษก็เถอะ) และในช่วงหลังได้นำรถไฟฟ้าอย่าง MG EP มาทำตลาด พร้อมกับเสริมด้วย รถแบบปลั๊กอิน ไฮบริด อย่าง MG HS PHEV ที่เป็นเรือธงในตอนนี้ แถมยังทำราคาได้น่าสนใจ น่าเป็นเจ้าของอีกต่างหาก ส่วน เกรท วอลล์ มอเตอร์ รายนี้จัดหนัก ทั้งซื้อโรงงานประกอบรถยนต์ที่ระยองจากเจเนอรัล มอเตอร์ ตั้งบริษัทมาขายรถ โดยเน้นทางเลือกพลังงานไฟฟ้า ชูการเป็น xEV Leader เปิดตัวรถเอสยูวีไซส์ใหญ่ จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบไม่มีกั๊ก ในราคาหนึ่งล้านต้นๆ นั่นทำให้ค่ายรถญี่ปุ่นต้องสั่นสะเทือน เพราะด้วยราคาแบบนี้ ออปชั่นแบบนี้ จะไม่ได้เห็นราคาแบบนี้ในรถญี่ปุ่นอย่างแน่นอน กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในเรื่องของราคาและประสิทธิภาพขึ้นมาในทันที แต่เรื่องของคุณภาพการใช้งานยังต้องดูกันยาวๆ เรื่องนี้วัดใจผู้บริโภคได้ชัดเจนเลย

รถไฟฟ้าขวัญใจสาวๆ อย่าง ORA Good Cat จากค่าย GWM

แถมล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้เปิดตัวรถไฟฟ้าขวัญใจสาวๆ อย่าง ORA Good Cat ที่ดีไซน์โดนใจ ตัวถังขนาดใหญ่ และจุดสำคัญอยู่ที่ระยะการขับที่ทำได้ 400 และ 500 กิโลเมตร ทลายขอบเขตการขับให้ไกลขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับมีราคาค่าตัวในรุ่นท้อป 1,199,000 บาท ตรงนี้หลายคนที่ไม่ชอบ ก็จะมีดราม่าเรื่องราคาเกิดขึ้น แต่ถ้าดูกันที่ขนาดของแบตเตอรี่ที่ขับได้ไกลสุด 500 กิโลเมตร ในตลาดที่ขายกันอยู่ต้องมีเงิน 2.5-6 ล้านบาท ถึงจะเป็นเจ้าของได้ แต่เปิดราคามาล้านต้นๆ แล้วออปชั่นจัดเต็ม ยังคิดว่าแพงอยู่อีกหรือเปล่า หรือคิดแค่ว่าสินค้าจีนต้องมีราคาถูกเท่านั้น…อย่าลืมนะ รถจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยเป็นจีนระดับพรีเมียม และเป็นตัวจริงในตลาดโลกอีกด้วย แต่นั่นยังไม่น่ากลัว เพราะแบรนด์ระดับโลกเข้าใจได้ไม่ยาก

แต่ที่ต้องคิดให้มากคือ ผู้ประกอบการที่นำรถจากจีนเข้ามาแบบเป็นตัวแทนนำเข้า แล้วกระจายไปยังพาร์ทเนอร์ต่างๆ นี่ล่ะ เพราะอย่างที่รู้กันว่ารถแบรนด์จีนมีหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งมีหลากหลายคุณภาพอีกด้วย ที่เห็นว่าจะเข้ามาก็มี Geely (จีลี่), Changan (ฉางอาน), DFSK (ดีเอฟเอสเคหรือที่จะคุ้นเคยว่า ตงฟง), BYD (บีวายดี) รวมถึงรายอื่นๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นชื่อสักเท่าไหร่ กลุ่มนี้ถ้าพูดถึงตัวรถถือว่าทำออกมาได้ดี แต่การเซอร์วิส การรับประกัน จะเป็นอย่างไรต้องคิดดูให้ดี..บอกเล่ามาประมาณนี้คงพอมองภาพออกว่าอนาคตจะมีรถจีนเข้ามาชิงตลาดมากขึ้นแค่ไหน โดยเฉพาะรถจีนที่วันนี้เน้นการผลิตรถไฟฟ้าเป็นหลัก!

รถแบบปลั๊กอิน ไฮบริด อย่าง MG HS PHEV ที่เป็นเรือธงของค่าย MGในงานมอเตอร์โชว์ที่เซียงไฮ้ ประเทศจีน

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผู้ประกอบการ ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริโภคควรปรับตัวอย่างไร ต้องบอกก่อนว่า ตลาดรถในไทยมากกว่า 90% ในตอนนี้ยังคงเป็นตลาดของรถที่เครื่องยนต์สันดาป หรือ ICE ถึงจะมีรถไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น แต่ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งตลาด ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร นอกจากภาครัฐจะมีความชัดเจนในการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมากกว่านี้ รวมถึง “การลดภาษี” “การลดภาษี” ซึ่งสำคัญที่สุด อย่างในตอนนี้แม้ว่าจะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% แต่ยังมีภาษีตัวอื่นทั้งภาษีมหาดไทย 10% ภาษีสรรพสามิต 8% (อัตราของรถ EV และรถไฮบริดที่ปล่อยไอเสียต่ำกว่า 100 กรัม ต่อกิโลเมตร แต่ถ้าประกอบในไทยจะเสียภาษีสรรพสามิต 2%) โดนภาษีมูล่าเพิ่มหรือ VAT อีก 7% ถ้าลดตัวเลขภาษีตรงนี้ได้ แน่นอนว่ารถจากจีนจะมีราคาต่ำกว่าที่เห็นอีกร่วม 200,000 บาท ราคาแบบนี้เร้าใจผู้บริโภคมากๆ แต่นั่นก็อาจจะเป็นกับดักทางธุรกิจในอีกมุมหนึ่งก็เป็นได้ เพราะจะกลายเป็นว่าสินค้าจากจีนจะเข้ามาถล่มตลาดแบบเต็มๆ

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของภาคธุรกิจและแรงงาน ในช่วงเวลานี้ยังไม่มีอะไรต้องกังวล แต่อยากให้เตรียมความพร้อมเอาไว้มากๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องผลิตอะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ เกียร์ ระบบน้ำมันต่างๆ เพราะรถไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนเหล่านี้ เมื่อไม่ต้องใช้..แรงงานที่ทำงานตรงนี้ก็ไม่มีความหมาย จะเกิดการปลดแรงงานขึ้นอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับในจีนและยุโรป ที่เริ่มหันมาผลิตรถไฟฟ้ามากขึ้น แรงงานถูกปลด แต่มีทางออกด้วยการจ้างแรงงานเพิ่มในตำแหน่งอื่นๆ แต่แรงงานนั้นจะต้องเปลี่ยน หรือเพิ่มทักษะในการทำงานรองรับกับตำแหน่งใหม่ๆ เท่านั้น ซึ่งจุดนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานที่อาจเกิดขึ้นได้บางส่วน หรือธุรกิจอาจจะเริ่มทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้าเอาไว้เพิ่มเติมก็ได้ เช่น การเปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ หรือมองหาลู่ทางกำจัดเซลล์แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ ก็มีอีกหลายทางเลือกที่สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน วางแผนกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ ก็ดี ถึงจะดูแล้วว่าวิกฤตเรื่องนี้จะใช้เวลาอีกนานกว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเรา

เอาเป็นว่า “รู้เขา รู้เรา” น่าจะเป็นประโยชนในการอยู่รอดได้มากที่สุด ในแง่ของผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น ในภาคธุรกิจบางอย่างอาจเสียผลประโยชน์มากขึ้น ผู้เล่นในตลาดหน้าใหม่ที่มองเกมส์ขาดย่อมได้เปรียบ เรื่องนี้บอกแล้วว่ามีทั้งโอกาสและอันตราย ดูกันให้ดี อย่าชะล่าใจเชียวล่ะ

ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน ยังมีเรื่องธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับรถไฟฟ้า และอื่นๆ อีกเพียบ เรื่องแบบนี้มีเรื่องให้เขียนถึงหลายตอนเลยล่ะ

เรื่องโดย พุทธิ ผาสุข