Home Economy ฟันธง “ ธุรกิจค้าปลีก”โค้งสุดท้ายฟื้นตัว อาหาร-เครื่องดื่ม-ของใช้ส่วนตัว ทำยอดขาย

ฟันธง “ ธุรกิจค้าปลีก”โค้งสุดท้ายฟื้นตัว อาหาร-เครื่องดื่ม-ของใช้ส่วนตัว ทำยอดขาย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ ธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวที่ประมาณ 1.4% โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็น อย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว เช่น E-commerce ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะในโซนร้านอาหาร และเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ น่าจะทำยอดขายได้ต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่บทวิเคราะห์ธุรกิจค้าปลีก โดยระบุว่า ในไตรมาสสุดท้ายปี .ศ. 2564  คาดกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้ จากสถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับการระบาดในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้  โดยสถานการณ์การระบาดของโควิด และการเข้าถึงวัคซีนของประชาชนที่เริ่มมีสัญญาณบวก ทำให้ภาครัฐทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์กิจกรรมต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ. 2564

ไม่ว่าจะเป็นแผนการเปิดประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว สัญญาณความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดดำเนินกิจการของบางธุรกิจ เช่น สถานบันเทิง สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่น่าจะผ่านจุดที่แย่ที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 มาแล้ว

ประกอบกับจังหวะการเร่งออกแคมเปญส่งเสริมการตลาดของภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งผลให้ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวที่ประมาณ 1.4% (คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น ช้อปดีมีคืน เป็นต้น ในช่วงปลายปีไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่หากภาครัฐมีการปรับ หรือเพิ่มขนาดของมาตรการ ก็อาจจะทำให้ตัวเลขค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายขยับสูงขึ้นกว่าที่คาด) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน ที่หดตัว 1.2% ซึ่งการคลายมาตรการล็อกดาวน์น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม ที่มีเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญ อย่างเทศกาลปีใหม่ ซึ่งคาดว่าบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ในปีนี้น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ที่เกิดการระบาดคลัสเตอร์สมุทรสาคร

อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ทำยอดขายต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ธุรกิจค้าปลีก ให้ความเห็นว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็น อย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว เช่น E-commerce ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะในโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ น่าจะทำยอดขายได้ต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ. 2564

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ยังคงกังวลกับความปลอดภัย และเผชิญกับกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ส่งผลให้ยังคงเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่ยังมีความจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว

ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น อย่างเสื้อผ้า รองเท้า น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่ายอดขายอาจจะกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกเล็กน้อย ในไตรมาส 4 ปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยอดขายทั้งปี 2564 น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับปีก่อน

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ น่าจะทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น หรือกลับมาฟื้นตัวได้เร็วกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มห้างสรรพสินค้า (โซนจำหน่ายสินค้าไม่จำเป็นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า) ร้านค้าเฉพาะอย่าง เช่น ร้านจำหน่ายสินค้าความงาม ร้านวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซม ของตกแต่งบ้าน (แม้ในบางพื้นที่อาจได้แรงหนุนบ้างจากการซ่อมแซมหลังผ่านอุทกภัย)

แนะเร่งทำโปรโมชั่น บริการคุณภาพกระตุ้นยอดขาย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ผู้บริโภคยังคงกังวลกับรายได้และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการทุกกลุ่มยังคงต้องให้ความสำคัญกับการเร่งทำโปรโมชั่น การตลาดด้านราคา ในช่วงเวลาดังกล่าว ที่เริ่มมีการเปิดประเทศภายหลังสถานการณ์โควิดส่งสัญญาณดีขึ้น ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้าที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์ม เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค และสร้างความประทับใจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนเ พื่อให้ธุรกิจยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ. 2565 ธุรกิจค้าปลีกยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอีกหลายประการ ทำให้การดำเนินธุรกิจยังคงยากลำบากต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วม ที่ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสินค้าเกษตร และส่งผลต่อราคาตามมา เช่น ผักสด เนื้อสัตว์ และการขนส่ง ที่อาจจะล่าช้า ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบกับค่าครองชีพของผู้บริโภค ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิดในประเทศในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจกลับมาของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และการใช้จ่ายของคนในประเทศ

รวมถึงภาวะการแข่งขันของธุรกิจ ที่จำนวนผู้เล่นยังคงทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นที่อยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ (E-commerce) ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ หรือมีศักยภาพในการใช้จ่าย ยังคงมีจำนวนจำกัด หรือแม้แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค หรือเทคโนโลยีในการทำธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเข้ามาเปลี่ยนภาพการทำธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน และเกิดผู้เล่นรายใหม่หรือการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิม ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัว หรือรับมือกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เร็ว ก็น่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น บทสรุปของการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจค้าปลีกก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกในระยะข้างหน้า