Home Economy ดีพร้อมหนุน SMEs ลดต้นทุน นำหุ่นยนต์-ระบบอัตโนมัติช่วยผลิต

ดีพร้อมหนุน SMEs ลดต้นทุน นำหุ่นยนต์-ระบบอัตโนมัติช่วยผลิต

“ ดีพร้อม” หรือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  วางแนวทางต่อยอดกลุ่ม SMEs นำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้มากขึ้น ชี้คลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมีความแข็งแกร่ง สามารถรวมกลุ่มและผลักดันการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมได้จริง  ระบุธุรกิจในกลุ่ม สามารถมีระบบอัตโนมัติช่วยการปรับปรุงกระบวนการผลิตในราคาที่เอื้อมถึงได้ คืนทุนได้เร็ว เฉลี่ยประมาณ 12 เดือน และมีราคาที่ถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ

ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีนโยบายผลักดัน 12 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ซึ่งถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต  “ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์” ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล  กล่าวว่า คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก และถือเป็นก้าวสำคัญของ SMEs 4.0 คือ “คลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ” ซึ่งได้รวมตัวและบูรณาการการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2562 ประกอบด้วย ธุรกิจ SMEs จำนวน 22 บริษัท มีเป้าหมายและจุดยืนร่วมกัน คือ การเพิ่มกำลังการผลิต การลดนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การนำความเชี่ยวชาญของแต่ละบริษัทมาช่วยแก้จุดอ่อน (Pain Point) ของพันธมิตรภายในคลัสเตอร์ รวมถึงผลักดันให้ธุรกิจ SMEs มีโอกาสได้ใช้หุ่นยนต์ เพื่อให้แข่งขันได้ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลง

เขากล่าวว่า ในปัจจุบันจะพบว่าการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับสถานประกอบการขนาดใหญ่เท่านั้น มี SMEs จำนวนน้อยที่ใช้ระบบดังกล่าวในการจัดการกระบวนการผลิต เพราะส่วนใหญ่ยังคงเป็นการใช้เครื่องจักร รวมถึงเทคโนโลยีมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

“สิ่งสำคัญที่ ดีพร้อม พยายามพัฒนา และยกระดับคลัสเตอร์ให้มีความเข้มแข็ง ได้มุ่งเน้น และการกระตุ้นจิตสำนึกให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิดจากเดิมที่ต่างคนต่างทำ หรือต่างคนต่างเก่ง เปลี่ยนการดำเนินงานจากการแข่งขัน เพียงเพื่อความอยู่รอดของตัวเองฝ่ายเดียว มาเป็นพันธมิตร”

นอกจากนี้ ยังต้องมีการวิเคราะห์สถานภาพของกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อให้ธุรกิจในคลัสเตอร์ทราบถึงระดับความสามารถในการแข่งขัน และนำสิ่งต่าง ๆ มาเติมเต็มได้ รวมถึงยังได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ให้สอดคล้อง และเชื่อมโยงกับความต้องการการพัฒนาธุรกิจ ผลักดันเวที หรือกิจกรรมการปฏิบัติจริง ทั้งในด้านการทดสอบตลาด การพัฒนาบุคลากร การใช้เทคโนโลยี และยังติดตามความสำเร็จ และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์อื่น ๆ ต่อไป

               นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีพร้อม ยังได้มีการติดตามผลลัพธ์ ซึ่งพบว่าสิ่งที่คลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติประสบความสำเร็จ คือมีการซื้อขายระบบเทคโนโลยีรวมถึงหุ่นยนต์ระหว่างกัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 95 ล้านบาท หรือ 4.75 ล้านบาทต่อกิจการ พร้อมด้วยความสำเร็จของการพัฒนาระบบอัตโนมัติต้นทุนต่ำ Low Cost Automation ซึ่งทำให้ธุรกิจในกลุ่มสามารถมีระบบอัตโนมัติช่วยการปรับปรุงกระบวนการผลิตในราคาที่เอื้อมถึงได้ คืนทุนได้เร็ว เฉลี่ยประมาณ 12 เดือน และมีราคาที่ถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศเฉลี่ย 300,000 – 500,000 บาท จากปกติที่ต้องนำเข้าในราคาระดับหลักล้านบาท

ต่อยอด SMEs นำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้

อย่างไรก็ตาม ดีพร้อม ยังมีแนวทางในการต่อยอดให้กลุ่ม SMEs ให้มีการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 1. การดึงกลุ่มสถานประกอบการที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์เข้ามาร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผู้พัฒนาระบบทราบถึงความต้องการของพันธมิตร และต่อยอดสู่เทคโนโลยีเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น

2. การส่งเสริมและเชื่อมโยงผ่านกลไกด้านการเงิน พร้อมให้ความรู้กับผู้ประกอบการได้เห็นถึงสิทธิประโยชน์จากการนำหุ่นยนต์มาใช้ เช่น มาตรการด้านภาษี ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในอัตราต่ำ รวมถึงจัดทำข้อเสนอทางเทคนิค และข้อเสนอด้านการเงินสำหรับ SMEs เพื่อใช้ในการขอสินเชื่อจากกองทุน และจากธนาคารพาณิชย์

3. จัดหาหรือดึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ / ประสบการณ์ ในด้านระบบอัตโนมัติ รวมถึงหุ่นยนต์ มาช่วยให้ความรู้หรือเทคนิคสำคัญให้กับผู้ประกอบการในคลัสเตอร์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านที่ปรึกษา พร้อมช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาเทคโนโลยีประสิทธิภาพได้มากขึ้น  

4. ส่งเสริมแผนงานด้านการตลาด เนื่องจากในปัจจุบันแม้คลัสเตอร์จะเริ่มประสบความสำเร็จในการแบ่งปัน – ซื้อขายเทคโนโลยีระหว่างกัน แต่ยังจำเป็นต้องทำให้เกิดการซื้อขายนอกกลุ่ม หรือช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้เกิดมูลค่า และการเป็นที่รู้จักที่มากขึ้นต่อไป

เข้าร่วมคลัสเตอร์ พันธมิตรเกื้อกูลธุรกิจ

ด้าน บริษัท ยูนิคัล เวิร์คส์ จำกัด ผู้ผลิตแขนกลยูนิบอท และบอร์ดบริหารคลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดย กรรมการผู้จัดการ นายพชระ แซ่โง้ว เปิดเผยว่า บริษัทมีแนวคิดในการผลิตหุ่นยนต์ เพื่อเชิงพาณิชย์ และแบ่งปันให้ธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะพันธมิตรในกลุ่มคลัสเตอร์ ได้มีเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากในท้องตลาดมีราคาค่อนข้างสูง โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นแขนกลที่สามารถเลือกปรับแต่งระบบการทำงานตามความต้องการได้ สามารถนำไปใช้ทำงานได้หลากหลาย และตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน มีราคาที่จับต้องได้ โดยราคาทั้งหมดรวมค่าบริการ การซ่อมบำรุง และระบบที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี

สำหรับกระบวนการผลิตแขนกลนั้น ต้องยอมรับว่า การได้เข้าร่วมกับคลัสเตอร์มีส่วนช่วยให้ประสบผลสำเร็จอย่างมาก เพราะการพัฒนาเพียงลำพังนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีผู้พัฒนาระบบ มีพื้นที่ทดสอบ มีผู้เชี่ยวชาญในการช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งในกลุ่มนี้แม้จะมีพันธมิตรเพียงหลัก 20 ราย แต่ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้เป็นอย่างดี

ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ลดต้นทุนการผลิต

ขณะที่ นายสมควร จันทร์แดง กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูเนี่ยน แอพพลาย จำกัด สมาชิกคลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ผลิตภายในกลุ่ม มีความพึงพอใจต่อเทคโนโลยีที่ได้รับอย่างมาก ทั้งด้วยราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งโรงงานของตนได้มีการนำแขนกลของ บริษัท ยูนิคัล เวิร์คส์ ซึ่งเป็น 1 ในสมาชิกคลัสเตอร์หุ่นยนต์ฯ มาใช้ในกระบวนการผลิตกระบอกไฮโดรลิก

ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงการลดต้นทุนในภาพรวมพบว่า 1 แขนกลสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาเพียง 10.4 เดือน ลดแรงงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ได้ 2 คน คิดเป็นมูลค่า 252,000 บาทต่อปี ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องจักรได้ถึง 3 เครื่อง สามารถผลิตชิ้นส่วนกระบอกไฮโดรลิกจาก 18,000 ชิ้น เป็น 42,000 ชิ้นต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการผลิต 113% จากเดิมที่มีมูลค่า 130,680 บาท/ปี เป็น 278,760 บาท/ปี และยังลดค่าซ่อมบำรุงและค่าเสื่อมสภาพได้ถึง 130,000 บาทต่อปี จากเดิมที่ต้องใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวที่ 240,000 บาท 

นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว บริษัทยูเนี่ยน แอพพลาย ยังเล็งเห็นถึงการนำหุ่นยนต์เข้ามาอำนวยความสะดวกในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการโควิด – 19 ในองค์กร ซึ่งหุ่นยนต์จะช่วยตอบโจทย์กับมาตรการเว้นระยะห่าง และช่วยทำงานแทนมนุษย์ในกรณีที่หากมีการติดเชื้อ รวมถึงมีแผนนำมาใช้ในการทดแทนแรงงานที่ต้องทำงานเสี่ยง ๆ ซ้ำ ๆ โดยที่ให้ผลตอบแทนน้อย และจะพัฒนาแรงงานส่วนที่ถูกทดแทนให้มีทักษะในการควบคุม หรือใช้งานหุ่นยนต์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ต้องสูญเสียแรงงานอย่างสูงสุด

นอกจากนี้ยังมีแผนงานในการร่วมมือกับกลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อพัฒนาระบบรีโมท – ติดตามหุ่นยนต์ในระยะไกล ซึ่งจะทำให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกันได้แบบเรียลไทม์ โดยที่ไม่ต้องเดินทางถึงกัน พร้อมทั้งแผนในการดึง SMEs รายอื่น ๆ ที่ต้องการใช้หุ่นยนต์ให้เข้ามาในกลุ่ม ซึ่งจะทำให้มีความแข็งแกร่ง และจับมือกันไปสู่ SMEs 4.0 ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลได้วางเอาไว้