Home Economy ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฟื้นตัว 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวขึ้นทุกกลุ่ม

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฟื้นตัว 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวขึ้นทุกกลุ่ม

วิจัยกรุงศรี เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก สู่ระดับสูงสุดในรอบ 21 เดือน จากระดับ 97.3 เป็น 95.0  ขณะที่เอกชน ภาคอุตสาหกรรม-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย-สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย-สมาคมธนาคารไทย ประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัว สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ ชงรัฐออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ, ผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี พ.ศ.2565 คาดการณ์จะขยายตัว 3.0% ถึง 4.5%

เมื่อเร็วๆนี้ วิจัยกรุงศรี เผยแพร่บทความความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม โดยนักวิเคราะห์จากวิจัยกรุงศรี ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ระดับ 85.4 เพิ่มขึ้นจาก 82.1 ในเดือนตุลาคม นับเป็นการปรับเพิ่มติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2564 ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 21 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2563 ที่ระดับ 97.3 จาก 95.0 ในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับขึ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก

ทั้งนี้สัญญาณเชิงบวกจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ยังเป็นการสนับสนุนมุมมองของวิจัยกรุงศรี เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น ปัจจัยหนุนมาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยการส่งออกของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีทิศทางปรับดีขึ้น รวมถึงการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เร่งขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนที่เกี่ยวข้องตามมา

ส่งออก-บริการฟื้นตัวต่อเนื่อง

ด้านภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยประธานสภาฯ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน , หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ เป็นประธาน กกร.  และสมาคมธนาคารไทย โดย ผยง ศรีวณิช เป็นประธานร่วม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.2564 เมื่อเร็วๆนี้

ที่ประชุม กกร. ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจปี พ.ศ.2564  มีแนวโน้มฟื้นตัว สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้  โดยจะขยายตัวในกรอบ 0.5% ถึง 1.5% ขณะที่ประมาณการการส่งออกในปี พ.ศ.2564 ว่าจะขยายตัวในกรอบ 13.0% ถึง 15.0% อันเนื่องมาจาก Demand เพิ่มสูงต่อเนื่อง โดยมีประเด็นที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาคือการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.0% ถึง 1.2%

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการส่งออก และภาคบริการ ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่การแพร่ะบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” อาจทำให้การฟื้นตัวต่อจากนี้ไปได้รับผลกระทบ และต้องล่าช้าออกไป โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่งเริ่มรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังการเปิดประเทศเมื่อ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

 ดังนั้น “โอมิครอน” จึงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก ในช่วงต้นปี พ.ศ.2565 นอกเหนือจากความท้าทายที่มีอยู่เดิม ดังนั้น จำเป็นต้องจับตาปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความรวดเร็วของการแพร่ระบาด ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะขยายตัว 3.0% ถึง 4.5%

สำหรับปี พ.ศ. 2565 เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ ที่ประชุม กกร. จึงคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปี พ.ศ.2565 จะขยายตัวได้ในกรอบ 3.0% ถึง 4.5% สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก ที่ปีหน้าน่าจะเติบโตที่ 4-5% ขณะที่ประมาณการการส่งออกในปี พ.ศ.2565 ว่าจะขยายตัวในกรอบ 3.0% ถึง 5.0% ซึ่งมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกจะมีการขยายตัวต่อจากปีนี้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.2% ถึง 2.0% ซึ่งมาจากแนวโน้มของสินค้า Commodities มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น และปีหน้า สิ่งที่ต้องจับตามองอีกเรื่องคือปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เรื่อง Geopolitics ของหลายประเทศ

สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นในปี พ.ศ. 2565 แม้จะมีการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในระดับสูง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการด้านสาธารณสุข และการเข้า-ออก ประเทศที่มีความเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเห็นว่าไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป ทุกภาคส่วนควรปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดในระลอกใหม่ซ้ำเติม เนื่องจากที่ผ่านมา เห็นได้ชัดจากบทเรียนของการล็อกดาวน์ว่า มีต้นทุนต่อเศรษฐกิจและสังคมสูงมาก ทั้งผลกระทบโดยตรงจากการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และทางอ้อมจากการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และผู้ประกอบการ

อีกทั้งที่ประชุม กกร. มีความเห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2565 จำเป็นต้องมีนโยบายสำหรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นที่การฟื้นตัวล่าช้าออกไป ภาคธุรกิจยังคงฟื้นตัวไม่พร้อมเพรียงกัน (K-shaped recovery) มาตรการพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อของครัวเรือน รวมถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่มีความต่อเนื่องยังคงมีความจำเป็น

นอกจากนี้ สำหรับปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ควรแก้ไขโดยเร่งขึ้นทะเบียน และมีการจัดสรรวัคซีนให้ เพราะในขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีปริมาณวัคซีนที่เพียงพอมากขึ้น โดยในระหว่างนี้ ต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนรีบมาฉีดวัคซีน เพราะอัตราผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ส่วนใหญ่มาจากคนที่ไม่ได้รับวัคซีน